วันศุกร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2552

ความจริงเกี่ยวกับความสูง

เป็นที่เข้าใจกันดีว่าแคลเซียมมีผลต่อการเจริญเติบโตของกระดูก แต่คนส่วนใหญ่ เห็น"ภาพ"การเจริญของกระดูกในมิติของความสูงอย่างเดียว จริง ๆ แล้ว กระดูก มีการเจริญตั้งแต่ระยะฟีตัส (อยู่ในครรภ์มารดา) ทารก และเรื่อยไปจนถึงอายุประมาณ 25-30 ปี จากนั้นจะมีเสริมความแข็งแรงของกระดูก จนถึงระยะมวลกระดูกสูงสุด (Peck Bone Mass)ที่อายุ 35 ปี หลังจากนั้น มวลกระดูกจะลดลงเรื่อย ๆ ตามอายุ สำหรับผู้หญิงมวลกระดูกจะลดลงมากในช่วงหลังหมดประจำเดือน
"มวลกระดูก" หมายถึง ความหนาแน่นของเนื้อกระดูกที่ประกอบไปด้วย โครงสร้างหลักและแร่ธาตุต่าง ๆ ที่เข้ามาเสริมจึงมีทั้งมิติของความหนา ความใหญ่ มิใช่ความสูง(ยาว) อย่างเดียว สุขภาพกระดูกที่ดีจะหมายถึงความหนาแน่น ซึ่งตรงข้าม กับความพรุน ความเปราะบาง หรือความกร่อน มากกว่าจะมุ่งหมายถึง ความสูง (ความยาว)
ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสภาวะของกระดูกในแต่ละช่วงชีวิตมี 4 ประการ คือ พันธุกรรม น้ำหนักที่ลดลง โภชนาการ และฮอร์โมน ในช่วงต้นของชีวิต กระดูกเจริญขึ้น ภายใต้อิทธิพลที่สำคัญคือ พันธุกรรม ส่วนโภชนาการมีความสำคัญรองลงมา "อิทธิพลของอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งแคลเซียมจะอยู่ใต้อิทธิพลของพันธุกรรม" จึงเป็นเหตุผลที่ระดับมวลกระดูกสูงสุดของคนแต่ละเผ่าพันธุ์มีความแตกต่างกัน อย่างไรก็ตามในระยะที่มวลกระดูกยังไม่ถึงค่าสูงสุด การบริโภคแคลเซียมมีความสำคัญ ต่อการสะสมมวลกระดูก หากบริโภคแคลเซียมไม่เพียงพอ ระดับมวลกระดูกสูงสุด จะต่ำกว่าระดับที่ควรเป็นได้ ตามศักยภาพ และจะไปมีผลทำให้เกิดปัญหาสุขภาพ ที่มีผลกระทบรุนแรงต่อคุณภาพชีวิตในช่วงสูงอายุ คือภาวะกระดูกพรุน (Osteoporosis) เป็นภาวะที่ความหนาแน่นของกระดูกลดน้อยลง ทำให้กระดูกบางและเปราะ จึงมีโอกาสแตกหักได้ง่ายโดยเฉพาะตรงข้อมือ สะโพกและสันหลัง หรือกระดูกหลังยุบ ทำให้หลังค่อมตัวเตี้ยลง
การดื่มนมตั้งแต่วัยเด็กหรือการให้แคลเซียมในรูปของยามีผลเพิ่มมวลกระดูกได้ จึงน่าจะมีความสำคัญในการป้องกันภาวะกระดูกพรุน มากกว่าเรื่องเพิ่มความสูงเสียอีก
การเจริญของกระดูกยังต้องการสารอาหาร แร่ธาตุ รวมทั้งวิตามินอื่น ๆ อีก ได้แก่ โปรตีน (โดยเฉพาะกรดอะมิโนที่ชื่อ อาร์จีนิน) ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม วิตามินเอ วิตามินดี เป็นต้น

วันพฤหัสบดีที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2552

9 เทคนิค ฝึกสมองไบรท์

ชื่อของ "หนูดี" วนิษา เรซ ครูอนุบาลสาวสวยลูกครึ่งไทย-อเมริกันวัย 30 ปี หลายคนอาจจะพอคุ้นๆหูและหน้าตาเธอขึ้นบ้างแล้ว โดยเฉพาะหลังจากออกรายการจับเข่าคุยกับสรยุทธ สุทัศนะจินดา พิธีกรข่าวสุดฮอต ยิ่งส่งผลให้เธอดังเป็นพลุแตกกับความสวยรวยความเก่ง มากไปด้วยความสามารถของเธอ

"คุณหนูดี-วนิษา เรซ" ดีกรีผู้เชี่ยวชาญด้านอัจฉริยภาพจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เจ้าของโรงเรียนและสถาบันอัจฉริยะ สร้างได้ อีกทั้งยังเป็นคนแรกที่ทำอาชีพเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอัจฉริยภาพ ซึ่งไปถามใครที่ไหนเชื่อเถอะว่าน้อยคนนักที่จะรู้จักอาชีพนี้ เพราะเมื่อเอ่ยถึงการฝึกความอัจฉริยะหรือการพัฒนาสมองเรามักจะนึกถึงเด็กเล็กๆ ซึ่งน่าจะเหมาะกับการพัฒนาและฝึกฝนมากกว่าผู้ใหญ่ แท้ที่จริงแล้วผู้ใหญ่ทุกคนก็สามารถสร้างความเป็นอัจฉริยะได้ อย่างที่คุณหนูดีกล่าวว่า "สมองของเรามีเซลล์สมองเท่ากับไอน์สไตน์ " เพียงแค่ดูแลสมองให้มีสุขภาพดี ด้วยเทคนิค ที่ควรเอ็กเซอร์ไซส์ให้สมองไบรท์ดังต่อไปนี้

1. จิบน้ำบ่อยๆ สมองประกอบด้วยน้ำ 85 % เชลล์สมองก็เหมือนต้นไม้ที่ต้องการน้ำ หล่อเลี้ยง ถ้าไม่มีน้ำต้นไม้ก็เหี่ยว ถ้าไม่อยากให้เชลล์สมองเหี่ยวซึ่งส่งผลให้การส่งข้อมูลช้า กลายเป็นคนคิดช้าหรือคิดไม่ค่อยออกแต่ละวันจึงควรดื่มน้ำบ่อย ๆ

2. กินไขมันดีคนไม่ค่อยรู้ว่าสมองคือก้อนไขมันซึ่งจำเป็นต้องมีไขมันดีไปทดแทนส่วนที่สึกหรอ แนะนำให้กินไขมันดีระหว่างวัน จำพวกน้ำมันปลา สารสกัดใบแปะก๊วย ปลาที่มีไขมันดีอย่าง ปลาแซลมอน นมถั่วเหลือง วิตามินรวมน้ำมันพริมโรสเป็นน้ำมันดี ที่ทำให้เชลล์ชุ่มน้ำ ส่วนวิตามินซีกินแล้วสดชื่น

3. นั่งสมาธิวันละ 12 นาที หลังจากตื่นนอนแล้ว ให้ตั้งสติและนั่งสมาธิทุกเช้า วันละ 12 นาที เพื่อให้สมองเข้าสู่ช่วงที่มีคลื่น Theta ซึ่งเป็นคลื่นที่ผ่อนคลายสุด ๆ ทำให้สมองมี Mental Imagery สามารถจินตนาการเห็นภาพและมีความคิดสร้างสรรค์ (ถ้าทำไม่ได้ตอนเช้า) ให้หัดทำก่อนนอนทุกวัน

4. ใส่ความตั้งใจ การตั้งใจในสิ่งใดก็ตาม เหมือนการโปรแกรมสมองว่านี่คือสิ่งที่ต้อง เกิด ระหว่างวันสมองจะปรับพฤติกรรมเราให้ไปสู่เป้าหมายนั้น ทำให้ประสบความสำเร็จใน สิ่งต่างๆ เพราะสมองไม่แยกระหว่างสิ่งที่ทำจริงกับสิ่งที่คิดขึ้นทั้งสองอย่างจึงเป็นเสมือนสิ่งเดียวกัน

5. หัวเราะและยิ้มบ่อยๆ ทุกครั้งที่ยิ้มหรือหัวเราะ จะมีสารเอ็นโดรฟิน ซึ่งเป็นสารแห่งความสุข หลั่งออกมาเท่ากับเป็นการกระตุ้นให้มีความอยากรักและหวังดีต่อคนอื่นไปเรื่อยๆ

6. เรียนรู้สิ่งใหม่ทุกวัน สิ่งใหม่ในที่นี้หมายถึง สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่นกินอาหารร้านใหม่ๆ รู้จักเพื่อนใหม่ อ่านหนังสือเล่มใหม่ คุยกับเพื่อนร่วมงานและเรียนรู้วิธีการทำงานของเขา เป็นต้น เพราะการเรียนรู้สิ่งใหม่ทำให้สมองหลั่งสารเอ็นโดรฟิน และโดปามีนซึ่งเป็นสารแห่งการเรียนรู้ กระตุ้นให้อยากเรียนรู้และสร้างสรรค์ไปเรื่อยๆ เมื่อมีความสุขก็ทำให้มีความคิดสร้างสรรค์

7. ให้อภัยตัวเองทุกวัน ขณะที่การไม่ให้อภัยตัวเอง โกรธคนอื่น โกรธตัวเอง ทำให้เปลืองพลังงานสมอง การให้อภัยตัวเอง เป็นการลดภาระของสมอง

8. เขียนบันทึก Graceful Journal ฝึกเขียนขอบคุณสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นแต่ละวันลงในสมุดบันทึก เช่น ขอบคุณที่มีครอบครัวที่ดี ขอบคุณที่มีสุขภาพที่ดี ขอบคุณที่มีอาชีพที่ทำให้มีความสุข เป็นต้น เพราะการเขียนเรื่องดีๆทำให้สมองคิดเชิงบวก พร้อมกับหลั่งสารเคมีที่ดีออกมา ช่วยให้หลับฝันดีตื่นมาทำสมาธิได้ง่าย มีความคิดสร้างสรรค์

9. ฝึกหายใจลึกๆ สมองใช้ออกชิเจน 20 25 % ของออกชิเจนที่เข้าสู่ร่างกาย การฝึกหายใจเข้าลึกๆ จึงเป็นการส่งพลังงานที่ดีไปยังสมอง ควรนั่งหลังตรงเพื่อให้ออกชิเจนเข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้น ถ้านั่งทำงานนานๆ อาจหาเวลายืนหรือเดินยึดเส้นยืดสายเพื่อให้ปอดขยาย

อย่างไรก็ตาม การฝึกฝนตามเทคนิคง่ายๆ ทั้ง 9 ข้อนี้อาจจะไม่ทำให้เกิดอัจฉริยะข้ามคืนได้ เพราะต้องอาศัยระยะเวลาในการเรียนรู้ แต่สิ่งที่ได้ในเบื้องต้นคือการมีสุขภาพดีทั้งกายและใจแบบชนิดที่เรียกว่า "สวยทั้งภายในและภายนอก" อย่างแน่นอน

พฤติกรรมทำสมองฝ่อ

สำหรับการดูแลสมองนั้น แท้จริงแล้วเริ่มง่าย ๆ จากการใช้ชีวิต "เกร็ดน่ารู้" สัปดาห์นี้ มีพฤติกรรมทำสมองฝ่อ ที่ควรเลี่ยงมาฝากกัน

ไม่กินอาหารเช้า
อาหารเช้า จำเป็นอย่างยิ่งในการเพิ่มพลังสมอง ช่วยให้สมองตื่นตัว พร้อมสำหรับการเรียนรู้ หลายคนที่ไม่ทานอาหารเช้า แล้วไม่รู้สึกหิว นั่นเป็นเพราะมีพลังงานสำรองจากการนอนหลับทั้งคืน แต่เมื่อใดที่ร่างกายเริ่มใช้พลังงานจนหมด ก็จะเริ่มเข้าสู่ภาวะเครียด หงุดหงิด การใช้สมองไม่ฉับไว เนื่องจากร่างกายไม่สามารถดึงสารอาหารมาเพิ่มพลังให้ร่างกายและสมองได้ในช่วงเวลานั้น

และหากไม่ทานอาหารเช้าเป็นประจำ ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สมองเสื่อมได้

กินผัก-ผลไม้น้อย
ในผัก - ผลไม้ มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอการเสื่อมของอายุสมอง ช่วยพัฒนาการเรียนรู้และการจดจำ เสริมการทำงานของระบบประสาท และความคิด ให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น จึงควรมีเมนูผัก - ผลไม้ ในมื้ออาหารแต่ละวัน

สูบบุหรี่
ทำลายเซลล์สมอง เป็นอุปสรรคในการสร้างเซลล์สมองใหม่เพื่อทดแทนของเก่า และเป็นสาเหตุให้สมองเสื่อมโทรมเร็วกว่าผู้ที่ไม่ได้สูบบุหรี่

อดนอน
การพักผ่อน มีผลต่อสมองส่วนควบคุมอารมณ์ จะสังเกตได้ว่า หากนอนไม่เพียงพอ จะทำให้รู้สึกหงุดหงิด อารมณ์แปรปรวนง่าย ไม่มีสมาธิ ความจำสั้น ดังนั้น การนอนวันละ 7-8 ชั่วโมง จะส่งผลดีต่อระบบความคิด

ไม่ใช้ความคิด
การคิด เป็นการใช้พลังทางสมองพัฒนาทักษะการคิด และเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการฝึกสมอง ตรงกันข้ามกับคนที่ขาดการใช้ความคิด ไม่ยอมให้สมองได้ทำงาน จะส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานของสมองลดลง

การปรับเปลี่ยน และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมทำลายสมองดังข้างต้น แค่นี้ก็ส่งผลให้สมองแล่น และชะลอการเสื่อมของอายุสมองได้เป็นอย่างดี.

อาหาร 10 อย่างที่ไม่ควรกินมากเกินไป

เป็นเคล็ดลับการดูแลสุขภาพตามศาสตร์แพทย์แผนจีน ได้แก่

1. ไข่เยี่ยวม้า ถ้ากินมากและบ่อย อาจเกิดพิษจากสารตะกั่ว..การดูดซึมแคลเซี่ยมลดน้อยลง ขาดแคลเซี่ยม ทำให้กระดูกผุได้

2. ปาท่องโก๋ ใช้สารส้ม ซึ่งมีตะกั่ว เป็นพิษต่อเซลล์สมอง ความจำเสื่อม คอแห้ง เจ็บคอ

3. เนื้อสัตว์ย่าง เกิดสารเบนโซไพริน ก่อมะเร็ง

4. ผักดอง เกิดการสะสมเกลือโซเดียม หัวใจทำงานหนัก เกิดความดันเลือดสูงเป็นโรคหัวใจง่าย

5. ตับหมู 1 กก. มีคอเลสเตอรอลกว่า 500 มก. ถ้ามีมากและนานทำให้หลอดเลือดแข็งตัว เสี่ยงต่อโรคหัวใจ, หลอดเลือดทางสมอง, มะเร็ง

6. ผักโขม ผักปวยเล้ง มีกรดออกซาเลตมาก ทำให้การขับสังกะสีและแคลเซียมออกจากร่างกายมาก เกิดภาวะขาดแคลน

7. บะหมี่สำเร็จรูป ทำให้ขาดสารอาหาร เกิดการสะสมสารพิษในร่างกาย

8. เมล็ดทานตะวัน มีส่วนประกอบของกรดไขมันไม่อิ่มตัว กินมากทำให้มีการสะสมไขมันที่ตับได้

9. เต้าหู้หมัก เต้าหู้ยี้ การหมักมีโอกาสปนเปื้อนเชื้อโรค...และมีสารย่อยโปรตีน ไฮโดรเจนซัลไฟล์ ที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย

10. ผงชูรส ไม่ควรกินเกิน 6 กรัมต่อวัน จะทำให้กรดกลูตามิกในเลือดสูง ซึ่งมีผลต่อการทำงานของประจุแคลเซี่ยมและแมกนีเซียม ทำให้ปวดหัว ใจสั่น คลื่นไส้ และมีผลเสียต่ออวัยวะสืบพันธุ์ที่กล่าวมาเป็นภูมิปัญญาโบราณ ความเชื่อที่สืบทอดกันมา ปัจจุบันมีการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาอธิบายมากขึ้นจากหนังสือ หมอชาวบ้าน ธันวาคม 2549

วันอังคารที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2551

สาเหตุอื่นๆที่ทำให้อ้วน

นอกจากเหตุผลที่ยกมาข้างต้นแล้ว บางครั้งความอ้วนก็ไม่ได้เกิดจากการกินอาหารเกินพอดี หรือขาดการออกกำลังกายเสมอไป เคยนึกสงสัยกันบ้างหรือไม่ว่า ทำไมบางคนกินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน แต่บางคนกินนิดกินหน่อยก็น้ำหนักขึ้นแล้ว หรือไม่ก็กินเหมือนเดิม เท่าเดิมที่เคยกินมา แต่ก็ยังน้ำหนักขึ้นแล้วขึ้นอีกอยู่ดี แสดงว่านอกจากเรื่องของการกินมากน้อยและขาดการออกกำลังกายที่ทำให้อ้วนแล้ว ยังมีสาเหตุอื่นอีก ดังนี้

1. กรรมพันธุ์ เด็กที่มีพ่อแม่อ้วนมีแนวโน้มว่าจะกลายเป็นคนอ้วนมากถึง 25-30% ดังนั้นใครที่พยายามแล้วพยายามอีกที่จะลดความอ้วน หรือว่าสงสัยกับการที่น้ำหนักขึ้นง่ายๆ ก็ลองดูพ่อแม่พี่น้องและญาติข้างพ่อข้างแม่ว่า ถ้ามีรูปร่างอ้วนท้วมสมบรูณ์กันทุกคน เป็นอันทำความเข้าใจกับตัวเองได้เลยว่า ต่อให้ลดน้ำหนักอย่างเคร่งครัดเพียงใด ก็คงไม่มีทางที่จะมีรูปร่างผอมเพรียวบางเหมือยครอบครัวอื่น แต่จะได้หุ่นที่พอเหมาะสมควรที่ไม่เท่านางแบบเท่านั้นเอง

2. อ้วนตามอายุ เป็นเรื่องธรรมชาติที่ผู้หญิงอายุระหว่าง 20-55 ปี จะมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น 9-13 กิโลกรัม เมื่อคนเราอายุมากขึ้น ปริมาณกล้ามเนื้อที่มีอยู่จะน้อยลง กิจกรรมที่ต้องใช้เรี่ยวแรงก็พลอยน้อยลงไปด้วย ทำให้ร่างกายต้องการพลังงานน้อยลง ปรากฏการณ์นี้มักจะเริ่มตั้งแต่อายุ 35 ปีขึ้นไป ดังนั้นคนในกลุ่มอายุนี้ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชายจึงมีแนวโน้มที่น้ำหนักตัวจะเพิ่มขึ้นได้ง่ายดาย

3. โรคอื่น มีโรคบางอย่างที่ทำให้เกิดความอ้วนได้ เช่น โรคขาดฮอร์โมนบางชนิด หรือโรคของการเผาผลาญอาหารบางอย่าง โรคไทรอยด์เป็นพิษ ถ้าร่างกายผลิตพลังงานช้า ดังนั้นแม้ว่าคุณจะกินเพียงเล็กน้อยก็ทำให้น้ำหนักตัวขึ้นได้ง่าย เป็นต้น นอกจากนี้ บางครั้งยาบางตัวที่ใช้ในการรักษาโรคอาจมีส่วนช่วยให้คุณอ้วนได้ง่ายเช่นกัน อย่างไรก็ตามผู้ที่เป็นโรคอ้วนเกิดจากสาเหตุนี้น้อยกว่า 5%

4. กิจวัตรประจำวัน สิ่งที่ทำซ้ำๆ อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน โดยไม่คิดจะเปลี่ยนเลย อย่างกินของหวานทุกครั้งหลังมื้อกลางวัน นั่งนอนดูโทรทัศน์และมีของขบเคี้ยวอยู่ข้างกายเสมอ เดินทางมาถึงที่ทำงานก็รากงอกอยู่ที่โต๊ะพลังงานที่คุณได้รับจากอาหารไม่เคยถูกนำมาใช้เลย แล้วอย่างนี้ความอ้วนจะไปไหนเสียล่ะ

ความอ้วนมาจากไหน

ในแต่ละวันเคยสังเกตบ้างหรือไม่ว่าคุณกินอะไรเข้าไป เช่น ของทอดๆ มันๆ ขนมขบเคี้ยว ของหวานหลังอาหาร ชา กาแฟ น้ำอัดลม อาหารเหล่านี้เป็นของโปรดปรานประจำวันของคุณหรือเปล่า

กินเข้าไปกี่มื้อหรือกินบ่อยแค่ไหน แล้วออกกำลังกายกันบ้างหรือไม่

สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดไขมันสะสมในร่างกายคุณอย่างไม่มีท่าทีว่าจะลดลงได้เลย หากเกินความจำเป็นของร่างกายและไม่ได้ใช้พลังงานมากกว่าที่กินเข้าไป จะทำให้เกิดโรคอ้วนขึ้นมาได้ง่ายๆ

นิสัยอ้วนๆ
ทั้งที่รู้ๆ กันอยู่ว่าถ้ากินมากและขี้เกียจออกกำลังกาย ก็จะกลายเป็นคนอ้วนในที่สุด แต่คนที่คิดจะลดน้ำหนักก็ไม่ยักกะลงมือปฎิบัติอย่างจริงจังสักที เพราะยังคงสนุกกับการกิน เห็นอะไรก็อร่อยไปหมดทุกอย่าง สุดท้ายคุณก็กลายเป็นนักกินแห่งประเทศ(อ้วนๆ)ไปเลย

มาดูกันว่า มีสาเหตุใดบ้างที่คุณเชื้อเชิญความอ้วนเข้ามาโดยไม่รู้ตัว

1. กินหนักในมื้อเย็น ถ้ามื้อเย็นของคุณเป็นมื้อใหญ่กว่ามื้ออื่นอยู่บ่อยๆ หนำซ้ำยังมีของว่างแก้หิวตอนดึกปิดท้าย รู้ไว้เลยว่าไขมันจะสะสมพอกพูนในตัวมากขึ้นๆ จนยากแก่การสะสางออกไป

2. กินหมดทุกอย่างที่ขวางหน้า เป็นคนกินง่าย กินได้ทุกที่ ไม่มีของกินอะไรในโลกที่คุณจะปฏิเสธ

3. นั่งนานไปหน่อย พวกที่ต้องนั่งทำงานอยู่กับโต๊ะตลอดเวลา และความเกียจคร้านเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ไม่ยอมลุกเดินไปไหน คุณก็จะกลายเป็นคนอืดอาด และพุงน้อยๆ จะค่อยๆ ขยายขนาดจนลุกลามไปยังส่วนอื่นของร่างกายต่อไป

4. แวดล้อมด้วยนักกิน เช่น ในที่ทำงานรอบตัวมีแต่พวกช่างกินช่างซื้อขนมมาตั้งทิ้งเอาไว้ ซึ่งมันช่างล่อตาล่อใจคุณเหลือเกิน

5. กินเร็ว สำรวจว่ากินเร็วจนติดเป็นนิสัยหรือไม่เพราะยิ่งกินเร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งกินเยอะขึ้นเท่านั้น

6. กินแต่ของมัน หมูสามชั้นเนี่ยสุดโปรด ยังไม่รวมหนังไก่ หนังหมู และอีกสารพัดความมัน นอกจากจะทำให้ไขมันสะสมจนเกินขีดแล้ว ยังมีแววเป็นโรคอื่นๆ ได้อีกด้วย

7. อาหารฟาสต์ฟู้ด ถ้าเลือกแต่ร้านอาหารประเภทนี้ทุกครั้งที่ไปกินข้าวนอกบ้าน โปรดจงรู้ไว้ว่าคุณจะไม่มีวันผอมได้แน่ๆ

ไม่ออกกำลังกาย
นอกจากเรื่องกินๆๆแล้ว ความอ้วนยังมาจากการขาดการออกกำลังกายอีกด้วย โดยเฉพาะเมื่ออายุมากขึ้นแต่ออกกำลังกายน้อยลง คุณหนีไม่พ้นเจ้าความอ้วนแน่นอน

คุณยังใช้ข้ออ้างต่อไปนี้ ที่จะไม่ออกกำลังกายอยู่อีกหรือเปล่า

- ไม่มีเวลา เป็นคำสุดฮิตที่ใช้กันมาตลอดทุกยุคทุกสมัย แค่ใช้เวลาเพียง 10-20 นาที จาก 1,440 นาที ของเวลาหนึ่งวัน แค่นี้... คุณจะทำไม่ได้เชียวหรือ

- อุปกรณ์ไม่พร้อม การออกกำลังกายมีตั้งหลายวิธีที่ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ ขอเพียงคุณจริงจังสักนิด สุขภาพที่ดีและหุ่นงามคงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแน่

- เอาไว้พรุ่งนี้ การผัดวันประกันพรุ่งจะยิ่งทำให้ความอืดอาด ขาดความกระฉับกระเฉงมีมากขึ้น ยิ่งขี้เกียจก็ยิ่งต้องรีบกำจัดมันออกไปเสีย ด้วยการไปออกกำลังกายวันนี้เลยเป็นดีที่สุด

- ปวดหลัง ปวดขา ปวด... ไม่ว่าคุณจะปวดส่วนไหนของร่างกาย ก็ต้องออกกำลังกายอยู่ดี เพราะว่ามีวิธีเลี่ยงไม่ให้กระทบส่วนที่คุณปวดได้ ลองปรึกษากับหมอว่าเหมาะกับการออกกำลังกายประเภทไหน

- อ้วนเกินไป ยิ่งเป็นเรื่องสำคัญที่คุณควรจะทำควบคู่ไป คุณคงไม่อยากให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ใช่ไหม

- แก่เกินไป ไม่มีคำว่าแก่เกินไปสำหรับการออกกำลังกาย หากยังต้องการร่างกายที่แข็งแรง สมส่วน สมวัย ยังมีวิธีที่ไม่ต้องใช้แรงมาก และเหมาะสำหรับผู้สูงวัยอีกหลายวิธี

สามตัวร้ายทำลายหุ่นสวย ตอนที่ 2

มาต่อจากคราวที่แล้วนะครับ คราวที่แล้วเราพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับไขมันไปแล้ว วันนี้ผมจะมาพูดถึงเจ้าตัวร้ายอีก 2 ตัวที่เหลือกัน คือ โคเลสเตอรอลและเซลลูไลท์

โคเลสเตอรอล (Cholesterol)
ก็เป็นไขมันชนิดหนึ่งที่ร่างกายสามารถสังเคราะห์ขึ้นได้เอง บริเวณตับ และได้รับจากสารอาหารที่รับประทานเข้าไป โคเลสเตอรอลจึงมีบทบาทสำคัญต่อร่างกาย เช่น เป็นส่วนประกอบของเซลล์ประสาทและสมอง ช่วยสร้างฮอร์โมนเพศหญิงและเพศชาย สร้างน้ำดีในระบบทางเดินอาหารเพื่อช่วยการย่อยอาหารประเภทไขมัน ช่วยเปลี่ยนพลังงานแสงแดดให้เป็นวิตามินดีได้

แต่หากบริโภคไขมันอิ่มตัวมากเกินไป เจ้าไขมันชนิดนี้ก็จะไปกระตุ้นให้ตับสร้างโคเลสเตอรอลชนิด LDL ซึ่งเป็นโทษต่อร่างกาย ถ้ายิ่งมีมาก ร่างกายขับทิ้งไม่ไหว ก็จะไปตกค้างอยู่ตามผนังหลอดเลือด ทำให้ระบบหัวใจและการไหลเวียนเลือดเสื่อนโทรมเป็นผลให้เกิดความเสี่ยงต่อการเป็นอัมพาตจากโรคเส้นเลือดหัวใจ ทั้งลดสมรรถนะการบำบัดโรคของร่างกาย และอาจจะเสียชีวิตก่อนวัยอันควรอีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีรายงานอีกว่า คนที่มีระดับโคเลสเตอรอลสูงมาก จะเสี่ยงต่อการเป็นโรคอัลไซเมอร์ หรือโรคความจำเสื่อมได้

โคเลสเตอรอลนั้นจะมีมากในไขมันสัตว์ จึงควรระวังไม่ให้ระดับโคเลสเตอรอลในเลือดสูงเกิน 200 มก./ดล. ใครที่ชื่นชอบกินไข่นกกระทา ไข่แดงของไข่ไก่หรือไข่เป็ด ปลาหมึกใหญ่ หรือ สมองสัตว์ ควรที่จะระวังให้ดีเพราะอาหารเหล่านี้มีปริมาณของโคเลสเตอรอลสูงมากต่อปริมาณอาหาร 100 กรัม

รู้ผลของโคเลสเตอรอลกันแล้ว...รีบมาปรับเปลี่ยนพฟติกรรมการกินของตัวเองให้ห่างไกลจากโรคกันดีกว่านะครับ

เซลลูไลท์
คือไขมันชนิดหนึ่ง จากการสำรวจพบว่าผู้หญิงกว่า 95% มีปัญหาเกี่ยวกับเซลลูไลท์ ไม่ว่าจะผอมหรืออ้วนก็มีปัญหากันทั้งนั้น เพราะการเกิดเซลลูไลท์สัมพันธ์กับฮอร์โมนเพศหญิงโดยเฉพาะ ซึ่งเพศชายไม่ว่าจะอ้วนหรือผอมก็ตาม จึงไม่ค่อยมีปัญหากับเจ้าตัวนี้เท่าใดนัก

เซลลูไลท์จะเรียงกันอยู่ในเนื้อเยื่อที่คล้ายกับตาข่าย และดีเอ็นเอจะเป็นตัวกำหนดว่าระยะห่างระหว่างช่องของตาข่ายเหล่านี้จะกว้างแค่ไหน ถ้าช่องยิ่งกว้างก็ยิ่งทำให้เซลลูไลท์รวมตัวกันมากขึ้นเท่านั้น และโครงสร้างตาข่ายนี้เองจะเป็นตัวทำให้ผิวหนังเกิดเป็นรอยขรุขระคล้ายเปลือกส้ม ซึ่งเกิดขึ้นบริเวณผิวหนังตามร่างกายโดยพบมากบริเวณท้อง ต้นขา หัวเข่า และสะโพกในปริมาณ 5-20% ของน้ำหนักตัว เพราะเซลล์ไขมันในชั้นใต้ผิวหนังมีการสะสมไขมันมากจนเกินไป ทำให้เซลล์ไขมันขยายใหญ่ขึ้น คนผอมอาจจะมีเจ้าตัวนี้น้อยกว่าเพราะไขมันน้อยกว่า แต่บางครั้งการลดน้ำหนักมากๆ ก็อาจทำให้เห็นรอยเปลือกส้มบนผิวหนังชัดขึ้นได้เหมือนกัน การออกกำลังกายเท่านั้นที่จะขจัดตัวการนี้ให้พ้นไปได้

ดังนั้นไม่ว่าตัวคุณจะอ้วนหรือผอมก็มีเซลลูไลท์ได้ หากไม่ออกกำลังกายและโครงสร้างตาข่ายของผิวเอื้อให้เกิดเซลลูไลท์

การเกิดเซลลูไลท์ยังมีผลสือเนื่องมาจากปัจจัยต่างๆ เช่น การกินอาหารที่มีไขมันมากเกินไป ขาดการออกกำลังกาย สูบบุหรี่ ความเครียด เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้คอลลาเจนและอีลาสตินทำงานผิดปกติ ผิวหนังจึงอ่อนล้าขาดความยืดหยุ่น ขณะที่เซลล์ไขมันเกิดการขยายตัว ทำให้ผิวมีลักษณะเป็นคลื่นได้

นานาสาระเพื่อสุขภาพ, ลดน้ำหนัก, ออกกำลังกาย