นอกจากเหตุผลที่ยกมาข้างต้นแล้ว บางครั้งความอ้วนก็ไม่ได้เกิดจากการกินอาหารเกินพอดี หรือขาดการออกกำลังกายเสมอไป เคยนึกสงสัยกันบ้างหรือไม่ว่า ทำไมบางคนกินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน แต่บางคนกินนิดกินหน่อยก็น้ำหนักขึ้นแล้ว หรือไม่ก็กินเหมือนเดิม เท่าเดิมที่เคยกินมา แต่ก็ยังน้ำหนักขึ้นแล้วขึ้นอีกอยู่ดี แสดงว่านอกจากเรื่องของการกินมากน้อยและขาดการออกกำลังกายที่ทำให้อ้วนแล้ว ยังมีสาเหตุอื่นอีก ดังนี้
1. กรรมพันธุ์ เด็กที่มีพ่อแม่อ้วนมีแนวโน้มว่าจะกลายเป็นคนอ้วนมากถึง 25-30% ดังนั้นใครที่พยายามแล้วพยายามอีกที่จะลดความอ้วน หรือว่าสงสัยกับการที่น้ำหนักขึ้นง่ายๆ ก็ลองดูพ่อแม่พี่น้องและญาติข้างพ่อข้างแม่ว่า ถ้ามีรูปร่างอ้วนท้วมสมบรูณ์กันทุกคน เป็นอันทำความเข้าใจกับตัวเองได้เลยว่า ต่อให้ลดน้ำหนักอย่างเคร่งครัดเพียงใด ก็คงไม่มีทางที่จะมีรูปร่างผอมเพรียวบางเหมือยครอบครัวอื่น แต่จะได้หุ่นที่พอเหมาะสมควรที่ไม่เท่านางแบบเท่านั้นเอง
2. อ้วนตามอายุ เป็นเรื่องธรรมชาติที่ผู้หญิงอายุระหว่าง 20-55 ปี จะมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น 9-13 กิโลกรัม เมื่อคนเราอายุมากขึ้น ปริมาณกล้ามเนื้อที่มีอยู่จะน้อยลง กิจกรรมที่ต้องใช้เรี่ยวแรงก็พลอยน้อยลงไปด้วย ทำให้ร่างกายต้องการพลังงานน้อยลง ปรากฏการณ์นี้มักจะเริ่มตั้งแต่อายุ 35 ปีขึ้นไป ดังนั้นคนในกลุ่มอายุนี้ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชายจึงมีแนวโน้มที่น้ำหนักตัวจะเพิ่มขึ้นได้ง่ายดาย
3. โรคอื่น มีโรคบางอย่างที่ทำให้เกิดความอ้วนได้ เช่น โรคขาดฮอร์โมนบางชนิด หรือโรคของการเผาผลาญอาหารบางอย่าง โรคไทรอยด์เป็นพิษ ถ้าร่างกายผลิตพลังงานช้า ดังนั้นแม้ว่าคุณจะกินเพียงเล็กน้อยก็ทำให้น้ำหนักตัวขึ้นได้ง่าย เป็นต้น นอกจากนี้ บางครั้งยาบางตัวที่ใช้ในการรักษาโรคอาจมีส่วนช่วยให้คุณอ้วนได้ง่ายเช่นกัน อย่างไรก็ตามผู้ที่เป็นโรคอ้วนเกิดจากสาเหตุนี้น้อยกว่า 5%
4. กิจวัตรประจำวัน สิ่งที่ทำซ้ำๆ อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน โดยไม่คิดจะเปลี่ยนเลย อย่างกินของหวานทุกครั้งหลังมื้อกลางวัน นั่งนอนดูโทรทัศน์และมีของขบเคี้ยวอยู่ข้างกายเสมอ เดินทางมาถึงที่ทำงานก็รากงอกอยู่ที่โต๊ะพลังงานที่คุณได้รับจากอาหารไม่เคยถูกนำมาใช้เลย แล้วอย่างนี้ความอ้วนจะไปไหนเสียล่ะ
วันอังคารที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2551
ความอ้วนมาจากไหน
ในแต่ละวันเคยสังเกตบ้างหรือไม่ว่าคุณกินอะไรเข้าไป เช่น ของทอดๆ มันๆ ขนมขบเคี้ยว ของหวานหลังอาหาร ชา กาแฟ น้ำอัดลม อาหารเหล่านี้เป็นของโปรดปรานประจำวันของคุณหรือเปล่า
กินเข้าไปกี่มื้อหรือกินบ่อยแค่ไหน แล้วออกกำลังกายกันบ้างหรือไม่
สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดไขมันสะสมในร่างกายคุณอย่างไม่มีท่าทีว่าจะลดลงได้เลย หากเกินความจำเป็นของร่างกายและไม่ได้ใช้พลังงานมากกว่าที่กินเข้าไป จะทำให้เกิดโรคอ้วนขึ้นมาได้ง่ายๆ
นิสัยอ้วนๆ
ทั้งที่รู้ๆ กันอยู่ว่าถ้ากินมากและขี้เกียจออกกำลังกาย ก็จะกลายเป็นคนอ้วนในที่สุด แต่คนที่คิดจะลดน้ำหนักก็ไม่ยักกะลงมือปฎิบัติอย่างจริงจังสักที เพราะยังคงสนุกกับการกิน เห็นอะไรก็อร่อยไปหมดทุกอย่าง สุดท้ายคุณก็กลายเป็นนักกินแห่งประเทศ(อ้วนๆ)ไปเลย
มาดูกันว่า มีสาเหตุใดบ้างที่คุณเชื้อเชิญความอ้วนเข้ามาโดยไม่รู้ตัว
1. กินหนักในมื้อเย็น ถ้ามื้อเย็นของคุณเป็นมื้อใหญ่กว่ามื้ออื่นอยู่บ่อยๆ หนำซ้ำยังมีของว่างแก้หิวตอนดึกปิดท้าย รู้ไว้เลยว่าไขมันจะสะสมพอกพูนในตัวมากขึ้นๆ จนยากแก่การสะสางออกไป
2. กินหมดทุกอย่างที่ขวางหน้า เป็นคนกินง่าย กินได้ทุกที่ ไม่มีของกินอะไรในโลกที่คุณจะปฏิเสธ
3. นั่งนานไปหน่อย พวกที่ต้องนั่งทำงานอยู่กับโต๊ะตลอดเวลา และความเกียจคร้านเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ไม่ยอมลุกเดินไปไหน คุณก็จะกลายเป็นคนอืดอาด และพุงน้อยๆ จะค่อยๆ ขยายขนาดจนลุกลามไปยังส่วนอื่นของร่างกายต่อไป
4. แวดล้อมด้วยนักกิน เช่น ในที่ทำงานรอบตัวมีแต่พวกช่างกินช่างซื้อขนมมาตั้งทิ้งเอาไว้ ซึ่งมันช่างล่อตาล่อใจคุณเหลือเกิน
5. กินเร็ว สำรวจว่ากินเร็วจนติดเป็นนิสัยหรือไม่เพราะยิ่งกินเร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งกินเยอะขึ้นเท่านั้น
6. กินแต่ของมัน หมูสามชั้นเนี่ยสุดโปรด ยังไม่รวมหนังไก่ หนังหมู และอีกสารพัดความมัน นอกจากจะทำให้ไขมันสะสมจนเกินขีดแล้ว ยังมีแววเป็นโรคอื่นๆ ได้อีกด้วย
7. อาหารฟาสต์ฟู้ด ถ้าเลือกแต่ร้านอาหารประเภทนี้ทุกครั้งที่ไปกินข้าวนอกบ้าน โปรดจงรู้ไว้ว่าคุณจะไม่มีวันผอมได้แน่ๆ
ไม่ออกกำลังกาย
นอกจากเรื่องกินๆๆแล้ว ความอ้วนยังมาจากการขาดการออกกำลังกายอีกด้วย โดยเฉพาะเมื่ออายุมากขึ้นแต่ออกกำลังกายน้อยลง คุณหนีไม่พ้นเจ้าความอ้วนแน่นอน
คุณยังใช้ข้ออ้างต่อไปนี้ ที่จะไม่ออกกำลังกายอยู่อีกหรือเปล่า
- ไม่มีเวลา เป็นคำสุดฮิตที่ใช้กันมาตลอดทุกยุคทุกสมัย แค่ใช้เวลาเพียง 10-20 นาที จาก 1,440 นาที ของเวลาหนึ่งวัน แค่นี้... คุณจะทำไม่ได้เชียวหรือ
- อุปกรณ์ไม่พร้อม การออกกำลังกายมีตั้งหลายวิธีที่ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ ขอเพียงคุณจริงจังสักนิด สุขภาพที่ดีและหุ่นงามคงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแน่
- เอาไว้พรุ่งนี้ การผัดวันประกันพรุ่งจะยิ่งทำให้ความอืดอาด ขาดความกระฉับกระเฉงมีมากขึ้น ยิ่งขี้เกียจก็ยิ่งต้องรีบกำจัดมันออกไปเสีย ด้วยการไปออกกำลังกายวันนี้เลยเป็นดีที่สุด
- ปวดหลัง ปวดขา ปวด... ไม่ว่าคุณจะปวดส่วนไหนของร่างกาย ก็ต้องออกกำลังกายอยู่ดี เพราะว่ามีวิธีเลี่ยงไม่ให้กระทบส่วนที่คุณปวดได้ ลองปรึกษากับหมอว่าเหมาะกับการออกกำลังกายประเภทไหน
- อ้วนเกินไป ยิ่งเป็นเรื่องสำคัญที่คุณควรจะทำควบคู่ไป คุณคงไม่อยากให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ใช่ไหม
- แก่เกินไป ไม่มีคำว่าแก่เกินไปสำหรับการออกกำลังกาย หากยังต้องการร่างกายที่แข็งแรง สมส่วน สมวัย ยังมีวิธีที่ไม่ต้องใช้แรงมาก และเหมาะสำหรับผู้สูงวัยอีกหลายวิธี
กินเข้าไปกี่มื้อหรือกินบ่อยแค่ไหน แล้วออกกำลังกายกันบ้างหรือไม่
สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดไขมันสะสมในร่างกายคุณอย่างไม่มีท่าทีว่าจะลดลงได้เลย หากเกินความจำเป็นของร่างกายและไม่ได้ใช้พลังงานมากกว่าที่กินเข้าไป จะทำให้เกิดโรคอ้วนขึ้นมาได้ง่ายๆ
นิสัยอ้วนๆ
ทั้งที่รู้ๆ กันอยู่ว่าถ้ากินมากและขี้เกียจออกกำลังกาย ก็จะกลายเป็นคนอ้วนในที่สุด แต่คนที่คิดจะลดน้ำหนักก็ไม่ยักกะลงมือปฎิบัติอย่างจริงจังสักที เพราะยังคงสนุกกับการกิน เห็นอะไรก็อร่อยไปหมดทุกอย่าง สุดท้ายคุณก็กลายเป็นนักกินแห่งประเทศ(อ้วนๆ)ไปเลย
มาดูกันว่า มีสาเหตุใดบ้างที่คุณเชื้อเชิญความอ้วนเข้ามาโดยไม่รู้ตัว
1. กินหนักในมื้อเย็น ถ้ามื้อเย็นของคุณเป็นมื้อใหญ่กว่ามื้ออื่นอยู่บ่อยๆ หนำซ้ำยังมีของว่างแก้หิวตอนดึกปิดท้าย รู้ไว้เลยว่าไขมันจะสะสมพอกพูนในตัวมากขึ้นๆ จนยากแก่การสะสางออกไป
2. กินหมดทุกอย่างที่ขวางหน้า เป็นคนกินง่าย กินได้ทุกที่ ไม่มีของกินอะไรในโลกที่คุณจะปฏิเสธ
3. นั่งนานไปหน่อย พวกที่ต้องนั่งทำงานอยู่กับโต๊ะตลอดเวลา และความเกียจคร้านเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ไม่ยอมลุกเดินไปไหน คุณก็จะกลายเป็นคนอืดอาด และพุงน้อยๆ จะค่อยๆ ขยายขนาดจนลุกลามไปยังส่วนอื่นของร่างกายต่อไป
4. แวดล้อมด้วยนักกิน เช่น ในที่ทำงานรอบตัวมีแต่พวกช่างกินช่างซื้อขนมมาตั้งทิ้งเอาไว้ ซึ่งมันช่างล่อตาล่อใจคุณเหลือเกิน
5. กินเร็ว สำรวจว่ากินเร็วจนติดเป็นนิสัยหรือไม่เพราะยิ่งกินเร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งกินเยอะขึ้นเท่านั้น
6. กินแต่ของมัน หมูสามชั้นเนี่ยสุดโปรด ยังไม่รวมหนังไก่ หนังหมู และอีกสารพัดความมัน นอกจากจะทำให้ไขมันสะสมจนเกินขีดแล้ว ยังมีแววเป็นโรคอื่นๆ ได้อีกด้วย
7. อาหารฟาสต์ฟู้ด ถ้าเลือกแต่ร้านอาหารประเภทนี้ทุกครั้งที่ไปกินข้าวนอกบ้าน โปรดจงรู้ไว้ว่าคุณจะไม่มีวันผอมได้แน่ๆ
ไม่ออกกำลังกาย
นอกจากเรื่องกินๆๆแล้ว ความอ้วนยังมาจากการขาดการออกกำลังกายอีกด้วย โดยเฉพาะเมื่ออายุมากขึ้นแต่ออกกำลังกายน้อยลง คุณหนีไม่พ้นเจ้าความอ้วนแน่นอน
คุณยังใช้ข้ออ้างต่อไปนี้ ที่จะไม่ออกกำลังกายอยู่อีกหรือเปล่า
- ไม่มีเวลา เป็นคำสุดฮิตที่ใช้กันมาตลอดทุกยุคทุกสมัย แค่ใช้เวลาเพียง 10-20 นาที จาก 1,440 นาที ของเวลาหนึ่งวัน แค่นี้... คุณจะทำไม่ได้เชียวหรือ
- อุปกรณ์ไม่พร้อม การออกกำลังกายมีตั้งหลายวิธีที่ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ ขอเพียงคุณจริงจังสักนิด สุขภาพที่ดีและหุ่นงามคงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแน่
- เอาไว้พรุ่งนี้ การผัดวันประกันพรุ่งจะยิ่งทำให้ความอืดอาด ขาดความกระฉับกระเฉงมีมากขึ้น ยิ่งขี้เกียจก็ยิ่งต้องรีบกำจัดมันออกไปเสีย ด้วยการไปออกกำลังกายวันนี้เลยเป็นดีที่สุด
- ปวดหลัง ปวดขา ปวด... ไม่ว่าคุณจะปวดส่วนไหนของร่างกาย ก็ต้องออกกำลังกายอยู่ดี เพราะว่ามีวิธีเลี่ยงไม่ให้กระทบส่วนที่คุณปวดได้ ลองปรึกษากับหมอว่าเหมาะกับการออกกำลังกายประเภทไหน
- อ้วนเกินไป ยิ่งเป็นเรื่องสำคัญที่คุณควรจะทำควบคู่ไป คุณคงไม่อยากให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ใช่ไหม
- แก่เกินไป ไม่มีคำว่าแก่เกินไปสำหรับการออกกำลังกาย หากยังต้องการร่างกายที่แข็งแรง สมส่วน สมวัย ยังมีวิธีที่ไม่ต้องใช้แรงมาก และเหมาะสำหรับผู้สูงวัยอีกหลายวิธี
สามตัวร้ายทำลายหุ่นสวย ตอนที่ 2
มาต่อจากคราวที่แล้วนะครับ คราวที่แล้วเราพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับไขมันไปแล้ว วันนี้ผมจะมาพูดถึงเจ้าตัวร้ายอีก 2 ตัวที่เหลือกัน คือ โคเลสเตอรอลและเซลลูไลท์
โคเลสเตอรอล (Cholesterol)
ก็เป็นไขมันชนิดหนึ่งที่ร่างกายสามารถสังเคราะห์ขึ้นได้เอง บริเวณตับ และได้รับจากสารอาหารที่รับประทานเข้าไป โคเลสเตอรอลจึงมีบทบาทสำคัญต่อร่างกาย เช่น เป็นส่วนประกอบของเซลล์ประสาทและสมอง ช่วยสร้างฮอร์โมนเพศหญิงและเพศชาย สร้างน้ำดีในระบบทางเดินอาหารเพื่อช่วยการย่อยอาหารประเภทไขมัน ช่วยเปลี่ยนพลังงานแสงแดดให้เป็นวิตามินดีได้
แต่หากบริโภคไขมันอิ่มตัวมากเกินไป เจ้าไขมันชนิดนี้ก็จะไปกระตุ้นให้ตับสร้างโคเลสเตอรอลชนิด LDL ซึ่งเป็นโทษต่อร่างกาย ถ้ายิ่งมีมาก ร่างกายขับทิ้งไม่ไหว ก็จะไปตกค้างอยู่ตามผนังหลอดเลือด ทำให้ระบบหัวใจและการไหลเวียนเลือดเสื่อนโทรมเป็นผลให้เกิดความเสี่ยงต่อการเป็นอัมพาตจากโรคเส้นเลือดหัวใจ ทั้งลดสมรรถนะการบำบัดโรคของร่างกาย และอาจจะเสียชีวิตก่อนวัยอันควรอีกด้วย
นอกจากนี้ยังมีรายงานอีกว่า คนที่มีระดับโคเลสเตอรอลสูงมาก จะเสี่ยงต่อการเป็นโรคอัลไซเมอร์ หรือโรคความจำเสื่อมได้
โคเลสเตอรอลนั้นจะมีมากในไขมันสัตว์ จึงควรระวังไม่ให้ระดับโคเลสเตอรอลในเลือดสูงเกิน 200 มก./ดล. ใครที่ชื่นชอบกินไข่นกกระทา ไข่แดงของไข่ไก่หรือไข่เป็ด ปลาหมึกใหญ่ หรือ สมองสัตว์ ควรที่จะระวังให้ดีเพราะอาหารเหล่านี้มีปริมาณของโคเลสเตอรอลสูงมากต่อปริมาณอาหาร 100 กรัม
รู้ผลของโคเลสเตอรอลกันแล้ว...รีบมาปรับเปลี่ยนพฟติกรรมการกินของตัวเองให้ห่างไกลจากโรคกันดีกว่านะครับ
เซลลูไลท์
คือไขมันชนิดหนึ่ง จากการสำรวจพบว่าผู้หญิงกว่า 95% มีปัญหาเกี่ยวกับเซลลูไลท์ ไม่ว่าจะผอมหรืออ้วนก็มีปัญหากันทั้งนั้น เพราะการเกิดเซลลูไลท์สัมพันธ์กับฮอร์โมนเพศหญิงโดยเฉพาะ ซึ่งเพศชายไม่ว่าจะอ้วนหรือผอมก็ตาม จึงไม่ค่อยมีปัญหากับเจ้าตัวนี้เท่าใดนัก
เซลลูไลท์จะเรียงกันอยู่ในเนื้อเยื่อที่คล้ายกับตาข่าย และดีเอ็นเอจะเป็นตัวกำหนดว่าระยะห่างระหว่างช่องของตาข่ายเหล่านี้จะกว้างแค่ไหน ถ้าช่องยิ่งกว้างก็ยิ่งทำให้เซลลูไลท์รวมตัวกันมากขึ้นเท่านั้น และโครงสร้างตาข่ายนี้เองจะเป็นตัวทำให้ผิวหนังเกิดเป็นรอยขรุขระคล้ายเปลือกส้ม ซึ่งเกิดขึ้นบริเวณผิวหนังตามร่างกายโดยพบมากบริเวณท้อง ต้นขา หัวเข่า และสะโพกในปริมาณ 5-20% ของน้ำหนักตัว เพราะเซลล์ไขมันในชั้นใต้ผิวหนังมีการสะสมไขมันมากจนเกินไป ทำให้เซลล์ไขมันขยายใหญ่ขึ้น คนผอมอาจจะมีเจ้าตัวนี้น้อยกว่าเพราะไขมันน้อยกว่า แต่บางครั้งการลดน้ำหนักมากๆ ก็อาจทำให้เห็นรอยเปลือกส้มบนผิวหนังชัดขึ้นได้เหมือนกัน การออกกำลังกายเท่านั้นที่จะขจัดตัวการนี้ให้พ้นไปได้
ดังนั้นไม่ว่าตัวคุณจะอ้วนหรือผอมก็มีเซลลูไลท์ได้ หากไม่ออกกำลังกายและโครงสร้างตาข่ายของผิวเอื้อให้เกิดเซลลูไลท์
การเกิดเซลลูไลท์ยังมีผลสือเนื่องมาจากปัจจัยต่างๆ เช่น การกินอาหารที่มีไขมันมากเกินไป ขาดการออกกำลังกาย สูบบุหรี่ ความเครียด เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้คอลลาเจนและอีลาสตินทำงานผิดปกติ ผิวหนังจึงอ่อนล้าขาดความยืดหยุ่น ขณะที่เซลล์ไขมันเกิดการขยายตัว ทำให้ผิวมีลักษณะเป็นคลื่นได้
โคเลสเตอรอล (Cholesterol)
ก็เป็นไขมันชนิดหนึ่งที่ร่างกายสามารถสังเคราะห์ขึ้นได้เอง บริเวณตับ และได้รับจากสารอาหารที่รับประทานเข้าไป โคเลสเตอรอลจึงมีบทบาทสำคัญต่อร่างกาย เช่น เป็นส่วนประกอบของเซลล์ประสาทและสมอง ช่วยสร้างฮอร์โมนเพศหญิงและเพศชาย สร้างน้ำดีในระบบทางเดินอาหารเพื่อช่วยการย่อยอาหารประเภทไขมัน ช่วยเปลี่ยนพลังงานแสงแดดให้เป็นวิตามินดีได้
แต่หากบริโภคไขมันอิ่มตัวมากเกินไป เจ้าไขมันชนิดนี้ก็จะไปกระตุ้นให้ตับสร้างโคเลสเตอรอลชนิด LDL ซึ่งเป็นโทษต่อร่างกาย ถ้ายิ่งมีมาก ร่างกายขับทิ้งไม่ไหว ก็จะไปตกค้างอยู่ตามผนังหลอดเลือด ทำให้ระบบหัวใจและการไหลเวียนเลือดเสื่อนโทรมเป็นผลให้เกิดความเสี่ยงต่อการเป็นอัมพาตจากโรคเส้นเลือดหัวใจ ทั้งลดสมรรถนะการบำบัดโรคของร่างกาย และอาจจะเสียชีวิตก่อนวัยอันควรอีกด้วย
นอกจากนี้ยังมีรายงานอีกว่า คนที่มีระดับโคเลสเตอรอลสูงมาก จะเสี่ยงต่อการเป็นโรคอัลไซเมอร์ หรือโรคความจำเสื่อมได้
โคเลสเตอรอลนั้นจะมีมากในไขมันสัตว์ จึงควรระวังไม่ให้ระดับโคเลสเตอรอลในเลือดสูงเกิน 200 มก./ดล. ใครที่ชื่นชอบกินไข่นกกระทา ไข่แดงของไข่ไก่หรือไข่เป็ด ปลาหมึกใหญ่ หรือ สมองสัตว์ ควรที่จะระวังให้ดีเพราะอาหารเหล่านี้มีปริมาณของโคเลสเตอรอลสูงมากต่อปริมาณอาหาร 100 กรัม
รู้ผลของโคเลสเตอรอลกันแล้ว...รีบมาปรับเปลี่ยนพฟติกรรมการกินของตัวเองให้ห่างไกลจากโรคกันดีกว่านะครับ
เซลลูไลท์
คือไขมันชนิดหนึ่ง จากการสำรวจพบว่าผู้หญิงกว่า 95% มีปัญหาเกี่ยวกับเซลลูไลท์ ไม่ว่าจะผอมหรืออ้วนก็มีปัญหากันทั้งนั้น เพราะการเกิดเซลลูไลท์สัมพันธ์กับฮอร์โมนเพศหญิงโดยเฉพาะ ซึ่งเพศชายไม่ว่าจะอ้วนหรือผอมก็ตาม จึงไม่ค่อยมีปัญหากับเจ้าตัวนี้เท่าใดนัก
เซลลูไลท์จะเรียงกันอยู่ในเนื้อเยื่อที่คล้ายกับตาข่าย และดีเอ็นเอจะเป็นตัวกำหนดว่าระยะห่างระหว่างช่องของตาข่ายเหล่านี้จะกว้างแค่ไหน ถ้าช่องยิ่งกว้างก็ยิ่งทำให้เซลลูไลท์รวมตัวกันมากขึ้นเท่านั้น และโครงสร้างตาข่ายนี้เองจะเป็นตัวทำให้ผิวหนังเกิดเป็นรอยขรุขระคล้ายเปลือกส้ม ซึ่งเกิดขึ้นบริเวณผิวหนังตามร่างกายโดยพบมากบริเวณท้อง ต้นขา หัวเข่า และสะโพกในปริมาณ 5-20% ของน้ำหนักตัว เพราะเซลล์ไขมันในชั้นใต้ผิวหนังมีการสะสมไขมันมากจนเกินไป ทำให้เซลล์ไขมันขยายใหญ่ขึ้น คนผอมอาจจะมีเจ้าตัวนี้น้อยกว่าเพราะไขมันน้อยกว่า แต่บางครั้งการลดน้ำหนักมากๆ ก็อาจทำให้เห็นรอยเปลือกส้มบนผิวหนังชัดขึ้นได้เหมือนกัน การออกกำลังกายเท่านั้นที่จะขจัดตัวการนี้ให้พ้นไปได้
ดังนั้นไม่ว่าตัวคุณจะอ้วนหรือผอมก็มีเซลลูไลท์ได้ หากไม่ออกกำลังกายและโครงสร้างตาข่ายของผิวเอื้อให้เกิดเซลลูไลท์
การเกิดเซลลูไลท์ยังมีผลสือเนื่องมาจากปัจจัยต่างๆ เช่น การกินอาหารที่มีไขมันมากเกินไป ขาดการออกกำลังกาย สูบบุหรี่ ความเครียด เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้คอลลาเจนและอีลาสตินทำงานผิดปกติ ผิวหนังจึงอ่อนล้าขาดความยืดหยุ่น ขณะที่เซลล์ไขมันเกิดการขยายตัว ทำให้ผิวมีลักษณะเป็นคลื่นได้
วันจันทร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2551
สามตัวร้ายทำลายหุ่นสวย ตอนที่ 1
บทความนี้ จะออกแนวพูดไปในทางเกี่ยวกับท่านสุภาพสตรีทั้งหลายนะครับ (แต่คุณผู้ชายทั้งหลายก็อ่านไว้เป็นความรู้ได้นะครับ ได้เหมือนกัน)พูดถึงตัวร้ายนี่ ไม่ได้หมายถึงคนที่ไหนนะครับ แต่หมายถึง ไขมัน โคเลสเตอรอล และเซลลูไลท์ 3 ทหารเสือตัวแสบ ที่จ้องจะทำลายหุ่นเพรียวๆของคุณสุภาพสตรีทั้งหลาย แต่น้อยคนที่จะรู้ว่า 3 ทหารเสือตัวแสบนี้เป็นอย่างไร แล้วจะทำลายหุ่นของท่านสุภาพสตรีทั้งหลายอย่างไร วันนี้ผมจะนำข้อมูลมาเขียนบอกให้ท่านทั้งหลายได้ทราบกัน
ไขมัน
ไขมันเป็นส่วนหนึ่งที่ก่อให้เกิดความอ้วนขึ้นมา เนื่องจากเมื่อมีการสะสมไขมันไว้มากเกินกว่าความจำเป็นของร่างกาย จะทำให้เกิดโรคอ้วนขึ้นมาเกินพิกัด แต่อย่าเหมาว่าไขมันเป็นตัวร้ายที่ควรกำจัดทิ้งอย่างเด็ดขาด เพราะไขมันเป็นตัวหล่อลื่นและช่วยไม่ให้อวัยวะภายในกระแทกกัน โดยเฉพาะบริเวณข้อต่อหากร่างกายของคุณขาดไขมันแล้ว อวัยวะต่างๆ ในร่างกายอาจกระทบกระแทกให้เกิดความเจ็บป่วยได้อย่างแน่นอน นอกจากนี้ไขมันยังช่วยป้องกันไม่ให้ร่าง
กายต้องสูญเสียความร้อน จึงทำหน้าที่เหมือนเสื้อกันหนาวให้ไออุ่นร่างกาย คนอ้วนก็เลยไม่ค่อยเป็นคนขี้หนาวเหมือนคนผอม
ในไขมันมีกรดไขมันบางตัวที่มีประโยชน์ต่อทุกระบบในร่างกายคนเรา ซึ่งจะขาดไม่ได้และยังช่วยให้ผมและผิวหนังมีสุขภาพดี ไม่แห้งกร้าน และชุ่มชื่ออยู่เสมอ อีกทั้งยังทำหน้าที่ช่วยให้ร่างกายดูดซึมวิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอี และวิตามินเค ได้เป็นอย่างดี
น.พ. แอนดรู ไวล์ แพทย์ทางเลือกชื่อดังของโลก ผู้เขียนหนังสือพลังบำบัด ร่างกายเรารักษาตนเองได้ อธิบายไว้ว่า
ไขมันนั้นเป็นส่วนผสมระหว่างกรดไขมัน ซึ่งเป็นห่วงโซ่ของอะตอมคาร์บอนพ่วงด้วยอะตอมไฮโดรเจน และกลุ่มเคมีที่เป็นกรดอยู่ที่ปลายอีกข้างหนึ่ง คุณสามารถแบ่งไขมันออกเป็นประเภทต่างๆ ได้ตามความยาวของห่วงโซ่และตามพันธะทางเคมี ได้แก่ กรดไขมันอิ่มตัว และกรดไขมันไม่อิ่มตัว
กรดไขมันอิ่มตัว (Saturated Fatty Acids) มีอยู่ในไขมันสัตว์ ไขมันพืช 2 ชนิด คือ น้ำมันมะพร้าว และน้ำมันจากปาล์มต่างๆ ซึ่งแหล่งไขมันอิ่มตัวในธรรมชาติ ได้แก่ เนื้อสัตว์ นม ผลิตภัณฑ์จากนม (เนยแข็ง เนย และครีม) นอกจากนี้ยังมีไขมันสังเคราะห์ที่มีกรดไขมันอิ่มตัวอยู่ เช่น มาร์การีน ไขมันขาวจากพืช และอาหารแปรรูปที่มีไขมันไฮโดรเจนผสมอยู่ ซึ่งเป็นไขมันสังเคราะห์ทั้งสิ้น
กรดไขมันไม่อิ่มตัว (Unsaturated Fatty Acids) แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน ได้แก่ น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันเมล็ดทานตะวัน และน้ำมันดอกคำฝอย อีกกลุ่มหนึ่งคือ ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว ได้แก่ น้ำมันมะกอก น้ำมันคาโนลา น้ำมันถั่วเหลือง และน้ำมันอะโวคาโด เป็นต้น
คำแนะนำส่วนใหญ่ในกระบวนการลดความอ้วนคือ ให้ลดอาหารที่มีไขมัน และควรเลี่ยงอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว เพราะไขมันชนิดนี้จะกระตุ้นให้ตับสร้างโคเลสเตอรอลชนิด LDL ซึ่งให้โทษต่อร่างกาย โดยให้หันมากินไขมันชนิดไม่อิ่มตัวแทน เช่น น้ำมันข้าวโพด น้ำมันจากดอกคำฝอย ฯลฯ ด้วยความเชื่อที่ว่าน้ำมันพืชประเภทนี้จะช่วยลดโคเลสเตอรอลในร่างกาย
แต่คุณหมอท่านนี้ก็ยังเห็นว่าไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนก็ไม่ดีต่อสุขภาพเช่นกัน เพราะมีคุณสมบัติทางเคมีที่ไม่คงตัว ทำให้เกิดสารพิษที่ทำลายดีเอ็นเอและเยื่อหุ้มเซลล์ของร่างกาย เนื้อเยื่อเสื่อมโทรม เกิดอาการอักเสบต่างๆ และส่งเสริมให้เกิดโรคเร็งได้
เพราะฉะนั้นควรเลือกบริโภคอาหารที่มีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวไว้จะเป็นการดีที่สุด ปลอดภัยจากโรคอย่างสิ้นเชิง ซึ่งในบรรดาไขมันทั้งหลาย น้ำมันมะกอกปลอดภัยที่สุด เพราะร่างกายจะดูดซึมกรดไขมันที่ชื่อโอเลอิกในน้ำมันมะกอกได้ดีกว่าไขมันชนิดอื่นๆ และยังช่วยลดโคเลสเตอรอลชนิดไม่ดีลงได้ด้วย
ก็จบลงไปแล้วนะครับสำหรับตัวร้ายตัวแรก ไขมัน ซึ่งก็มีทั้งคุณและโทษ คราวหน้าผมจะมาต่อกับเจ้าตัวร้านอีก 2 ตัวที่เหลือนะครับ โคเลสเตอรอลและเซลลูไลท์
ไขมัน
ไขมันเป็นส่วนหนึ่งที่ก่อให้เกิดความอ้วนขึ้นมา เนื่องจากเมื่อมีการสะสมไขมันไว้มากเกินกว่าความจำเป็นของร่างกาย จะทำให้เกิดโรคอ้วนขึ้นมาเกินพิกัด แต่อย่าเหมาว่าไขมันเป็นตัวร้ายที่ควรกำจัดทิ้งอย่างเด็ดขาด เพราะไขมันเป็นตัวหล่อลื่นและช่วยไม่ให้อวัยวะภายในกระแทกกัน โดยเฉพาะบริเวณข้อต่อหากร่างกายของคุณขาดไขมันแล้ว อวัยวะต่างๆ ในร่างกายอาจกระทบกระแทกให้เกิดความเจ็บป่วยได้อย่างแน่นอน นอกจากนี้ไขมันยังช่วยป้องกันไม่ให้ร่าง
กายต้องสูญเสียความร้อน จึงทำหน้าที่เหมือนเสื้อกันหนาวให้ไออุ่นร่างกาย คนอ้วนก็เลยไม่ค่อยเป็นคนขี้หนาวเหมือนคนผอม
ในไขมันมีกรดไขมันบางตัวที่มีประโยชน์ต่อทุกระบบในร่างกายคนเรา ซึ่งจะขาดไม่ได้และยังช่วยให้ผมและผิวหนังมีสุขภาพดี ไม่แห้งกร้าน และชุ่มชื่ออยู่เสมอ อีกทั้งยังทำหน้าที่ช่วยให้ร่างกายดูดซึมวิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอี และวิตามินเค ได้เป็นอย่างดี
น.พ. แอนดรู ไวล์ แพทย์ทางเลือกชื่อดังของโลก ผู้เขียนหนังสือพลังบำบัด ร่างกายเรารักษาตนเองได้ อธิบายไว้ว่า
ไขมันนั้นเป็นส่วนผสมระหว่างกรดไขมัน ซึ่งเป็นห่วงโซ่ของอะตอมคาร์บอนพ่วงด้วยอะตอมไฮโดรเจน และกลุ่มเคมีที่เป็นกรดอยู่ที่ปลายอีกข้างหนึ่ง คุณสามารถแบ่งไขมันออกเป็นประเภทต่างๆ ได้ตามความยาวของห่วงโซ่และตามพันธะทางเคมี ได้แก่ กรดไขมันอิ่มตัว และกรดไขมันไม่อิ่มตัว
กรดไขมันอิ่มตัว (Saturated Fatty Acids) มีอยู่ในไขมันสัตว์ ไขมันพืช 2 ชนิด คือ น้ำมันมะพร้าว และน้ำมันจากปาล์มต่างๆ ซึ่งแหล่งไขมันอิ่มตัวในธรรมชาติ ได้แก่ เนื้อสัตว์ นม ผลิตภัณฑ์จากนม (เนยแข็ง เนย และครีม) นอกจากนี้ยังมีไขมันสังเคราะห์ที่มีกรดไขมันอิ่มตัวอยู่ เช่น มาร์การีน ไขมันขาวจากพืช และอาหารแปรรูปที่มีไขมันไฮโดรเจนผสมอยู่ ซึ่งเป็นไขมันสังเคราะห์ทั้งสิ้น
กรดไขมันไม่อิ่มตัว (Unsaturated Fatty Acids) แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน ได้แก่ น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันเมล็ดทานตะวัน และน้ำมันดอกคำฝอย อีกกลุ่มหนึ่งคือ ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว ได้แก่ น้ำมันมะกอก น้ำมันคาโนลา น้ำมันถั่วเหลือง และน้ำมันอะโวคาโด เป็นต้น
คำแนะนำส่วนใหญ่ในกระบวนการลดความอ้วนคือ ให้ลดอาหารที่มีไขมัน และควรเลี่ยงอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว เพราะไขมันชนิดนี้จะกระตุ้นให้ตับสร้างโคเลสเตอรอลชนิด LDL ซึ่งให้โทษต่อร่างกาย โดยให้หันมากินไขมันชนิดไม่อิ่มตัวแทน เช่น น้ำมันข้าวโพด น้ำมันจากดอกคำฝอย ฯลฯ ด้วยความเชื่อที่ว่าน้ำมันพืชประเภทนี้จะช่วยลดโคเลสเตอรอลในร่างกาย
แต่คุณหมอท่านนี้ก็ยังเห็นว่าไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนก็ไม่ดีต่อสุขภาพเช่นกัน เพราะมีคุณสมบัติทางเคมีที่ไม่คงตัว ทำให้เกิดสารพิษที่ทำลายดีเอ็นเอและเยื่อหุ้มเซลล์ของร่างกาย เนื้อเยื่อเสื่อมโทรม เกิดอาการอักเสบต่างๆ และส่งเสริมให้เกิดโรคเร็งได้
เพราะฉะนั้นควรเลือกบริโภคอาหารที่มีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวไว้จะเป็นการดีที่สุด ปลอดภัยจากโรคอย่างสิ้นเชิง ซึ่งในบรรดาไขมันทั้งหลาย น้ำมันมะกอกปลอดภัยที่สุด เพราะร่างกายจะดูดซึมกรดไขมันที่ชื่อโอเลอิกในน้ำมันมะกอกได้ดีกว่าไขมันชนิดอื่นๆ และยังช่วยลดโคเลสเตอรอลชนิดไม่ดีลงได้ด้วย
ก็จบลงไปแล้วนะครับสำหรับตัวร้ายตัวแรก ไขมัน ซึ่งก็มีทั้งคุณและโทษ คราวหน้าผมจะมาต่อกับเจ้าตัวร้านอีก 2 ตัวที่เหลือนะครับ โคเลสเตอรอลและเซลลูไลท์
ตรวจเช็คความอ้วนด้วยตัวเอง
ถ้าหากพูดถึงเรื่องของความอ้วน หลายๆคนก็คงน่าจะเคยมีปัญหาเรื่องนี้กัน เพื่อนๆคงจะไม่ชอบใช่ไหม ที่เวลาไปไหนมาไหนก็มักจะมีคงมาทักว่าอ้วนๆ บางไอ้เราก็ไม่ได้อ้วนขึ้นหรอกนะ แต่ว่าก็ยังจะมีคนทักว่าอ้วนขึ้น (โดนมากับตัวเอง T-T) เอาละมาเข้าเรื่องกันก่อนเลยดีกว่า วันนี้ผมมีตารางเช็คว่าน้ำหนักเราอยู่ในเกณฑ์ที่เรียกว่าอ้วนหรือไม่
จะเห็นว่า ในแต่ละช่วงของความสูงจะมีช่วงน้ำหนักตัวอยู่ (ถึงบางที่จะดูมากไปหน่อย แต่ไม่เรียกว่าอ้วน เรียกว่าอวบ แหะๆ) นอกจากตารางนี้แล้ว ยังมีสูตรคำนวณอยู่สูตรนึง ที่เรียกว่า Body Mass Index หรือ BMI ซึ่งเป็นดัชนีวัดขนาดหรือความหนาแน่นของร่างกาย โดยมีวิธีการคำนวณดังนี้
BMI = น้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม / (ความสูงเป็นเมตร * ความสูงเป็นเมตร)
ตัวอย่าง เช่น คุณสูง 165 น้ำหนัก 56 (เนื่องจากสูตรใช้ ส่วนสูตรเป็นเมตร ถ้าคุณใช้ ส่วนสูงเป็นเซนติเมตร ให้คุณนำ 100 ไปหารกับส่วนสูงก่อน จากตามตัวอย่างคือ 165 ก็จะเป็น 165 / 100 = 1.65 หรือ ก็คือส่วนสูง 1.65 เมตร นั่นเอง) นำข้อมูลส่วนสูงและน้ำหนักตัวของคุณไปคำนวณตามสูตร ก็จะได้
56 / (1.65 * 1.65) = 20.57
เพราะฉนั้นค่า BMI ของคุณก็คือ 20.57 และเมื่อนำไปเทียบกับตารางข้างบนแล้ว จะเห็นได้ว่าน้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์ปกติ
| ชาย | หญิง | ||
| ส่วนสูง (ซม.) | น้ำหนัก (กก.) | ส่วนสูง (ซม.) | น้ำหนัก (กก.) |
| 158 | 51-64 | 150 | 44-55 |
| 160 | 52-66 | 153 | 45-57 |
| 163 | 54-68 | 155 | 47-59 |
| 165 | 55-70 | 158 | 48-61 |
| 168 | 57-71 | 160 | 49-63 |
| 170 | 59-73 | 163 | 50-64 |
| 173 | 61-75 | 165 | 52-66 |
| 175 | 63-77 | 168 | 53-67 |
| 178 | 64-79 | 170 | 55-70 |
| 180 | 66-81 | 173 | 57-73 |
| 183 | 68-84 | 175 | 59-75 |
| 185 | 70-86 | 178 | 61-77 |
| 188 | 72-88 | 180 | 63-79 |
| 190 | 74-91 | 182 | 65-81 |
จะเห็นว่า ในแต่ละช่วงของความสูงจะมีช่วงน้ำหนักตัวอยู่ (ถึงบางที่จะดูมากไปหน่อย แต่ไม่เรียกว่าอ้วน เรียกว่าอวบ แหะๆ) นอกจากตารางนี้แล้ว ยังมีสูตรคำนวณอยู่สูตรนึง ที่เรียกว่า Body Mass Index หรือ BMI ซึ่งเป็นดัชนีวัดขนาดหรือความหนาแน่นของร่างกาย โดยมีวิธีการคำนวณดังนี้
BMI = น้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม / (ความสูงเป็นเมตร * ความสูงเป็นเมตร)
| ตารางค่า BMI | |
| โรคผอม | ค่า BMI น้อยกว่า 15.0 |
| น้ำหนักน้อย | ค่า BMI 15.0 ~ 18.9 |
| น้ำหนักปกติ | ค่า BMI 19.0 ~ 24.9 |
| น้ำหนักมาก | ค่า BMI 25.0 ~ 29.9 |
| โรคอ้วน | ค่า BMI มากกว่า 30.0 |
ตัวอย่าง เช่น คุณสูง 165 น้ำหนัก 56 (เนื่องจากสูตรใช้ ส่วนสูตรเป็นเมตร ถ้าคุณใช้ ส่วนสูงเป็นเซนติเมตร ให้คุณนำ 100 ไปหารกับส่วนสูงก่อน จากตามตัวอย่างคือ 165 ก็จะเป็น 165 / 100 = 1.65 หรือ ก็คือส่วนสูง 1.65 เมตร นั่นเอง) นำข้อมูลส่วนสูงและน้ำหนักตัวของคุณไปคำนวณตามสูตร ก็จะได้
56 / (1.65 * 1.65) = 20.57
เพราะฉนั้นค่า BMI ของคุณก็คือ 20.57 และเมื่อนำไปเทียบกับตารางข้างบนแล้ว จะเห็นได้ว่าน้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์ปกติ
เกริ่นนำ
สวัสดีครับเพื่อนๆ บล็อคนี้ผมจะมาเขียนเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพหลายๆอยาก เท่าที่ผมพอจะทราบนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอาหารการกิน การออกกำลังกาย การดูแลสุขภาพ หรือ การลดน้ำหนัก หวังว่าบทความที่ผมจะพยายามหาข้อมูลมาเขียน จะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ไม่มากก็น้อยนะครับ ^^
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)