<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-3396795082057573419</id><updated>2011-04-21T13:27:46.727-07:00</updated><title type='text'>นานาสาระเพื่อสุขภาพ, ลดน้ำหนัก, ออกกำลังกาย</title><subtitle type='html'>หลากหลายสิ่งเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพของคุณ อาหารการกิน ออกกำลังกาย หรือแม้แต่การลดน้ำหนักอย่างถูกวิธี</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://healthdudee.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3396795082057573419/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthdudee.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>stayaway</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05352807579860655396</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_uXW3x-Ycjg8/SVoD4PEctyI/AAAAAAAAAA0/7MTR82ElZeg/S220/2486.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>10</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3396795082057573419.post-8715684414244298010</id><published>2009-01-09T00:02:00.000-08:00</published><updated>2009-01-09T00:04:25.382-08:00</updated><title type='text'>ความจริงเกี่ยวกับความสูง</title><content type='html'>&lt;span style="margin-left:30px;"&gt;เป็น&lt;/span&gt;ที่เข้าใจกันดีว่าแคลเซียมมีผลต่อการเจริญเติบโตของกระดูก แต่คนส่วนใหญ่ เห็น"ภาพ"การเจริญของกระดูกในมิติของความสูงอย่างเดียว จริง ๆ แล้ว   กระดูก มีการเจริญตั้งแต่ระยะฟีตัส (อยู่ในครรภ์มารดา) ทารก และเรื่อยไปจนถึงอายุประมาณ 25-30 ปี จากนั้นจะมีเสริมความแข็งแรงของกระดูก จนถึงระยะมวลกระดูกสูงสุด (Peck Bone Mass)ที่อายุ 35 ปี หลังจากนั้น มวลกระดูกจะลดลงเรื่อย ๆ ตามอายุ สำหรับผู้หญิงมวลกระดูกจะลดลงมากในช่วงหลังหมดประจำเดือน&lt;br /&gt;&lt;span style="margin-left:30px;"&gt;"มวลกระดูก"&lt;/span&gt; หมายถึง ความหนาแน่นของเนื้อกระดูกที่ประกอบไปด้วย โครงสร้างหลักและแร่ธาตุต่าง ๆ ที่เข้ามาเสริมจึงมีทั้งมิติของความหนา ความใหญ่ มิใช่ความสูง(ยาว) อย่างเดียว สุขภาพกระดูกที่ดีจะหมายถึงความหนาแน่น ซึ่งตรงข้าม กับความพรุน ความเปราะบาง หรือความกร่อน มากกว่าจะมุ่งหมายถึง ความสูง (ความยาว)&lt;br /&gt;&lt;span style="margin-left:30px;"&gt;ปัจจัย&lt;/span&gt;ที่เกี่ยวข้องกับสภาวะของกระดูกในแต่ละช่วงชีวิตมี 4 ประการ คือ พันธุกรรม น้ำหนักที่ลดลง โภชนาการ และฮอร์โมน ในช่วงต้นของชีวิต กระดูกเจริญขึ้น ภายใต้อิทธิพลที่สำคัญคือ พันธุกรรม ส่วนโภชนาการมีความสำคัญรองลงมา "อิทธิพลของอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งแคลเซียมจะอยู่ใต้อิทธิพลของพันธุกรรม" จึงเป็นเหตุผลที่ระดับมวลกระดูกสูงสุดของคนแต่ละเผ่าพันธุ์มีความแตกต่างกัน อย่างไรก็ตามในระยะที่มวลกระดูกยังไม่ถึงค่าสูงสุด การบริโภคแคลเซียมมีความสำคัญ ต่อการสะสมมวลกระดูก หากบริโภคแคลเซียมไม่เพียงพอ ระดับมวลกระดูกสูงสุด จะต่ำกว่าระดับที่ควรเป็นได้ ตามศักยภาพ และจะไปมีผลทำให้เกิดปัญหาสุขภาพ ที่มีผลกระทบรุนแรงต่อคุณภาพชีวิตในช่วงสูงอายุ คือภาวะกระดูกพรุน (Osteoporosis) เป็นภาวะที่ความหนาแน่นของกระดูกลดน้อยลง ทำให้กระดูกบางและเปราะ จึงมีโอกาสแตกหักได้ง่ายโดยเฉพาะตรงข้อมือ สะโพกและสันหลัง หรือกระดูกหลังยุบ ทำให้หลังค่อมตัวเตี้ยลง&lt;br /&gt;&lt;span style="margin-left:30px;"&gt;การดื่มนม&lt;/span&gt;ตั้งแต่วัยเด็กหรือการให้แคลเซียมในรูปของยามีผลเพิ่มมวลกระดูกได้ จึงน่าจะมีความสำคัญในการป้องกันภาวะกระดูกพรุน มากกว่าเรื่องเพิ่มความสูงเสียอีก&lt;br /&gt;&lt;span style="margin-left:30px;"&gt;การ&lt;/span&gt;เจริญของกระดูกยังต้องการสารอาหาร แร่ธาตุ รวมทั้งวิตามินอื่น ๆ อีก ได้แก่ โปรตีน (โดยเฉพาะกรดอะมิโนที่ชื่อ อาร์จีนิน) ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม วิตามินเอ วิตามินดี เป็นต้น&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3396795082057573419-8715684414244298010?l=healthdudee.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthdudee.blogspot.com/feeds/8715684414244298010/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthdudee.blogspot.com/2009/01/blog-post_09.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3396795082057573419/posts/default/8715684414244298010'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3396795082057573419/posts/default/8715684414244298010'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthdudee.blogspot.com/2009/01/blog-post_09.html' title='ความจริงเกี่ยวกับความสูง'/><author><name>stayaway</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05352807579860655396</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_uXW3x-Ycjg8/SVoD4PEctyI/AAAAAAAAAA0/7MTR82ElZeg/S220/2486.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3396795082057573419.post-3033091861834477471</id><published>2009-01-01T03:36:00.001-08:00</published><updated>2009-01-01T03:36:51.241-08:00</updated><title type='text'>9 เทคนิค ฝึกสมองไบรท์</title><content type='html'>ชื่อของ "หนูดี" วนิษา เรซ ครูอนุบาลสาวสวยลูกครึ่งไทย-อเมริกันวัย 30 ปี หลายคนอาจจะพอคุ้นๆหูและหน้าตาเธอขึ้นบ้างแล้ว โดยเฉพาะหลังจากออกรายการจับเข่าคุยกับสรยุทธ สุทัศนะจินดา พิธีกรข่าวสุดฮอต ยิ่งส่งผลให้เธอดังเป็นพลุแตกกับความสวยรวยความเก่ง มากไปด้วยความสามารถของเธอ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"คุณหนูดี-วนิษา เรซ" ดีกรีผู้เชี่ยวชาญด้านอัจฉริยภาพจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เจ้าของโรงเรียนและสถาบันอัจฉริยะ สร้างได้ อีกทั้งยังเป็นคนแรกที่ทำอาชีพเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอัจฉริยภาพ ซึ่งไปถามใครที่ไหนเชื่อเถอะว่าน้อยคนนักที่จะรู้จักอาชีพนี้ เพราะเมื่อเอ่ยถึงการฝึกความอัจฉริยะหรือการพัฒนาสมองเรามักจะนึกถึงเด็กเล็กๆ ซึ่งน่าจะเหมาะกับการพัฒนาและฝึกฝนมากกว่าผู้ใหญ่ แท้ที่จริงแล้วผู้ใหญ่ทุกคนก็สามารถสร้างความเป็นอัจฉริยะได้ อย่างที่คุณหนูดีกล่าวว่า "สมองของเรามีเซลล์สมองเท่ากับไอน์สไตน์ " เพียงแค่ดูแลสมองให้มีสุขภาพดี ด้วยเทคนิค ที่ควรเอ็กเซอร์ไซส์ให้สมองไบรท์ดังต่อไปนี้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. จิบน้ำบ่อยๆ สมองประกอบด้วยน้ำ 85 % เชลล์สมองก็เหมือนต้นไม้ที่ต้องการน้ำ หล่อเลี้ยง ถ้าไม่มีน้ำต้นไม้ก็เหี่ยว ถ้าไม่อยากให้เชลล์สมองเหี่ยวซึ่งส่งผลให้การส่งข้อมูลช้า กลายเป็นคนคิดช้าหรือคิดไม่ค่อยออกแต่ละวันจึงควรดื่มน้ำบ่อย ๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. กินไขมันดีคนไม่ค่อยรู้ว่าสมองคือก้อนไขมันซึ่งจำเป็นต้องมีไขมันดีไปทดแทนส่วนที่สึกหรอ แนะนำให้กินไขมันดีระหว่างวัน จำพวกน้ำมันปลา สารสกัดใบแปะก๊วย ปลาที่มีไขมันดีอย่าง ปลาแซลมอน นมถั่วเหลือง วิตามินรวมน้ำมันพริมโรสเป็นน้ำมันดี ที่ทำให้เชลล์ชุ่มน้ำ ส่วนวิตามินซีกินแล้วสดชื่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. นั่งสมาธิวันละ 12 นาที หลังจากตื่นนอนแล้ว ให้ตั้งสติและนั่งสมาธิทุกเช้า วันละ 12 นาที เพื่อให้สมองเข้าสู่ช่วงที่มีคลื่น Theta ซึ่งเป็นคลื่นที่ผ่อนคลายสุด ๆ ทำให้สมองมี Mental Imagery สามารถจินตนาการเห็นภาพและมีความคิดสร้างสรรค์ (ถ้าทำไม่ได้ตอนเช้า) ให้หัดทำก่อนนอนทุกวัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4. ใส่ความตั้งใจ การตั้งใจในสิ่งใดก็ตาม เหมือนการโปรแกรมสมองว่านี่คือสิ่งที่ต้อง เกิด ระหว่างวันสมองจะปรับพฤติกรรมเราให้ไปสู่เป้าหมายนั้น ทำให้ประสบความสำเร็จใน สิ่งต่างๆ เพราะสมองไม่แยกระหว่างสิ่งที่ทำจริงกับสิ่งที่คิดขึ้นทั้งสองอย่างจึงเป็นเสมือนสิ่งเดียวกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5. หัวเราะและยิ้มบ่อยๆ ทุกครั้งที่ยิ้มหรือหัวเราะ จะมีสารเอ็นโดรฟิน ซึ่งเป็นสารแห่งความสุข หลั่งออกมาเท่ากับเป็นการกระตุ้นให้มีความอยากรักและหวังดีต่อคนอื่นไปเรื่อยๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;6. เรียนรู้สิ่งใหม่ทุกวัน สิ่งใหม่ในที่นี้หมายถึง สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่นกินอาหารร้านใหม่ๆ รู้จักเพื่อนใหม่ อ่านหนังสือเล่มใหม่ คุยกับเพื่อนร่วมงานและเรียนรู้วิธีการทำงานของเขา เป็นต้น เพราะการเรียนรู้สิ่งใหม่ทำให้สมองหลั่งสารเอ็นโดรฟิน และโดปามีนซึ่งเป็นสารแห่งการเรียนรู้ กระตุ้นให้อยากเรียนรู้และสร้างสรรค์ไปเรื่อยๆ เมื่อมีความสุขก็ทำให้มีความคิดสร้างสรรค์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;7. ให้อภัยตัวเองทุกวัน ขณะที่การไม่ให้อภัยตัวเอง โกรธคนอื่น โกรธตัวเอง ทำให้เปลืองพลังงานสมอง การให้อภัยตัวเอง เป็นการลดภาระของสมอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;8. เขียนบันทึก Graceful Journal ฝึกเขียนขอบคุณสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นแต่ละวันลงในสมุดบันทึก เช่น ขอบคุณที่มีครอบครัวที่ดี ขอบคุณที่มีสุขภาพที่ดี ขอบคุณที่มีอาชีพที่ทำให้มีความสุข เป็นต้น เพราะการเขียนเรื่องดีๆทำให้สมองคิดเชิงบวก พร้อมกับหลั่งสารเคมีที่ดีออกมา ช่วยให้หลับฝันดีตื่นมาทำสมาธิได้ง่าย มีความคิดสร้างสรรค์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;9. ฝึกหายใจลึกๆ สมองใช้ออกชิเจน 20 25 % ของออกชิเจนที่เข้าสู่ร่างกาย การฝึกหายใจเข้าลึกๆ จึงเป็นการส่งพลังงานที่ดีไปยังสมอง ควรนั่งหลังตรงเพื่อให้ออกชิเจนเข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้น ถ้านั่งทำงานนานๆ อาจหาเวลายืนหรือเดินยึดเส้นยืดสายเพื่อให้ปอดขยาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม การฝึกฝนตามเทคนิคง่ายๆ ทั้ง 9 ข้อนี้อาจจะไม่ทำให้เกิดอัจฉริยะข้ามคืนได้ เพราะต้องอาศัยระยะเวลาในการเรียนรู้ แต่สิ่งที่ได้ในเบื้องต้นคือการมีสุขภาพดีทั้งกายและใจแบบชนิดที่เรียกว่า "สวยทั้งภายในและภายนอก" อย่างแน่นอน&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3396795082057573419-3033091861834477471?l=healthdudee.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthdudee.blogspot.com/feeds/3033091861834477471/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthdudee.blogspot.com/2009/01/9.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3396795082057573419/posts/default/3033091861834477471'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3396795082057573419/posts/default/3033091861834477471'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthdudee.blogspot.com/2009/01/9.html' title='9 เทคนิค ฝึกสมองไบรท์'/><author><name>stayaway</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05352807579860655396</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_uXW3x-Ycjg8/SVoD4PEctyI/AAAAAAAAAA0/7MTR82ElZeg/S220/2486.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3396795082057573419.post-9143521123849775981</id><published>2009-01-01T03:10:00.000-08:00</published><updated>2009-01-01T03:13:24.236-08:00</updated><title type='text'>พฤติกรรมทำสมองฝ่อ</title><content type='html'>สำหรับการดูแลสมองนั้น แท้จริงแล้วเริ่มง่าย ๆ จากการใช้ชีวิต "เกร็ดน่ารู้" สัปดาห์นี้ มีพฤติกรรมทำสมองฝ่อ ที่ควรเลี่ยงมาฝากกัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ไม่กินอาหารเช้า&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;อาหารเช้า จำเป็นอย่างยิ่งในการเพิ่มพลังสมอง ช่วยให้สมองตื่นตัว พร้อมสำหรับการเรียนรู้ หลายคนที่ไม่ทานอาหารเช้า แล้วไม่รู้สึกหิว นั่นเป็นเพราะมีพลังงานสำรองจากการนอนหลับทั้งคืน แต่เมื่อใดที่ร่างกายเริ่มใช้พลังงานจนหมด ก็จะเริ่มเข้าสู่ภาวะเครียด หงุดหงิด การใช้สมองไม่ฉับไว เนื่องจากร่างกายไม่สามารถดึงสารอาหารมาเพิ่มพลังให้ร่างกายและสมองได้ในช่วงเวลานั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และหากไม่ทานอาหารเช้าเป็นประจำ ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สมองเสื่อมได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;กินผัก-ผลไม้น้อย&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;ในผัก - ผลไม้ มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอการเสื่อมของอายุสมอง ช่วยพัฒนาการเรียนรู้และการจดจำ เสริมการทำงานของระบบประสาท และความคิด ให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น จึงควรมีเมนูผัก - ผลไม้ ในมื้ออาหารแต่ละวัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;สูบบุหรี่&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;ทำลายเซลล์สมอง เป็นอุปสรรคในการสร้างเซลล์สมองใหม่เพื่อทดแทนของเก่า และเป็นสาเหตุให้สมองเสื่อมโทรมเร็วกว่าผู้ที่ไม่ได้สูบบุหรี่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;อดนอน&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;การพักผ่อน มีผลต่อสมองส่วนควบคุมอารมณ์ จะสังเกตได้ว่า หากนอนไม่เพียงพอ จะทำให้รู้สึกหงุดหงิด อารมณ์แปรปรวนง่าย ไม่มีสมาธิ ความจำสั้น ดังนั้น การนอนวันละ 7-8 ชั่วโมง จะส่งผลดีต่อระบบความคิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ไม่ใช้ความคิด&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;การคิด เป็นการใช้พลังทางสมองพัฒนาทักษะการคิด และเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการฝึกสมอง ตรงกันข้ามกับคนที่ขาดการใช้ความคิด ไม่ยอมให้สมองได้ทำงาน จะส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานของสมองลดลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การปรับเปลี่ยน และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมทำลายสมองดังข้างต้น แค่นี้ก็ส่งผลให้สมองแล่น และชะลอการเสื่อมของอายุสมองได้เป็นอย่างดี.&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3396795082057573419-9143521123849775981?l=healthdudee.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthdudee.blogspot.com/feeds/9143521123849775981/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthdudee.blogspot.com/2009/01/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3396795082057573419/posts/default/9143521123849775981'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3396795082057573419/posts/default/9143521123849775981'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthdudee.blogspot.com/2009/01/blog-post.html' title='พฤติกรรมทำสมองฝ่อ'/><author><name>stayaway</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05352807579860655396</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_uXW3x-Ycjg8/SVoD4PEctyI/AAAAAAAAAA0/7MTR82ElZeg/S220/2486.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3396795082057573419.post-9129182968543918600</id><published>2009-01-01T02:54:00.000-08:00</published><updated>2009-01-01T02:58:41.792-08:00</updated><title type='text'>อาหาร 10 อย่างที่ไม่ควรกินมากเกินไป</title><content type='html'>เป็นเคล็ดลับการดูแลสุขภาพตามศาสตร์แพทย์แผนจีน ได้แก่ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. ไข่เยี่ยวม้า ถ้ากินมากและบ่อย อาจเกิดพิษจากสารตะกั่ว..การดูดซึมแคลเซี่ยมลดน้อยลง ขาดแคลเซี่ยม ทำให้กระดูกผุได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. ปาท่องโก๋ ใช้สารส้ม ซึ่งมีตะกั่ว เป็นพิษต่อเซลล์สมอง ความจำเสื่อม คอแห้ง เจ็บคอ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. เนื้อสัตว์ย่าง เกิดสารเบนโซไพริน ก่อมะเร็ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4. ผักดอง เกิดการสะสมเกลือโซเดียม หัวใจทำงานหนัก เกิดความดันเลือดสูงเป็นโรคหัวใจง่าย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5. ตับหมู 1 กก. มีคอเลสเตอรอลกว่า 500 มก. ถ้ามีมากและนานทำให้หลอดเลือดแข็งตัว เสี่ยงต่อโรคหัวใจ, หลอดเลือดทางสมอง, มะเร็ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;6. ผักโขม ผักปวยเล้ง มีกรดออกซาเลตมาก ทำให้การขับสังกะสีและแคลเซียมออกจากร่างกายมาก เกิดภาวะขาดแคลน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;7. บะหมี่สำเร็จรูป ทำให้ขาดสารอาหาร เกิดการสะสมสารพิษในร่างกาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;8. เมล็ดทานตะวัน มีส่วนประกอบของกรดไขมันไม่อิ่มตัว กินมากทำให้มีการสะสมไขมันที่ตับได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;9. เต้าหู้หมัก เต้าหู้ยี้ การหมักมีโอกาสปนเปื้อนเชื้อโรค...และมีสารย่อยโปรตีน ไฮโดรเจนซัลไฟล์ ที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;10. ผงชูรส ไม่ควรกินเกิน 6 กรัมต่อวัน จะทำให้กรดกลูตามิกในเลือดสูง ซึ่งมีผลต่อการทำงานของประจุแคลเซี่ยมและแมกนีเซียม ทำให้ปวดหัว ใจสั่น คลื่นไส้ และมีผลเสียต่ออวัยวะสืบพันธุ์ที่กล่าวมาเป็นภูมิปัญญาโบราณ ความเชื่อที่สืบทอดกันมา ปัจจุบันมีการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาอธิบายมากขึ้นจากหนังสือ หมอชาวบ้าน ธันวาคม 2549&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3396795082057573419-9129182968543918600?l=healthdudee.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthdudee.blogspot.com/feeds/9129182968543918600/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthdudee.blogspot.com/2009/01/10.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3396795082057573419/posts/default/9129182968543918600'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3396795082057573419/posts/default/9129182968543918600'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthdudee.blogspot.com/2009/01/10.html' title='อาหาร 10 อย่างที่ไม่ควรกินมากเกินไป'/><author><name>stayaway</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05352807579860655396</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_uXW3x-Ycjg8/SVoD4PEctyI/AAAAAAAAAA0/7MTR82ElZeg/S220/2486.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3396795082057573419.post-5309657935401849921</id><published>2008-12-30T23:17:00.000-08:00</published><updated>2008-12-30T23:33:52.612-08:00</updated><title type='text'>สาเหตุอื่นๆที่ทำให้อ้วน</title><content type='html'>&lt;span style="margin-left:30px"&gt;นอก&lt;/span&gt;จากเหตุผลที่ยกมาข้างต้นแล้ว บางครั้งความอ้วนก็ไม่ได้เกิดจากการกินอาหารเกินพอดี หรือขาดการออกกำลังกายเสมอไป เคยนึกสงสัยกันบ้างหรือไม่ว่า &lt;b&gt;ทำไมบางคนกินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน แต่บางคนกินนิดกินหน่อยก็น้ำหนักขึ้นแล้ว&lt;/b&gt; หรือไม่ก็กินเหมือนเดิม เท่าเดิมที่เคยกินมา แต่ก็ยังน้ำหนักขึ้นแล้วขึ้นอีกอยู่ดี แสดงว่านอกจากเรื่องของการกินมากน้อยและขาดการออกกำลังกายที่ทำให้อ้วนแล้ว ยังมีสาเหตุอื่นอีก ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. &lt;b&gt;กรรมพันธุ์&lt;/b&gt; เด็กที่มีพ่อแม่อ้วนมีแนวโน้มว่าจะกลายเป็นคนอ้วนมากถึง 25-30% ดังนั้นใครที่พยายามแล้วพยายามอีกที่จะลดความอ้วน หรือว่าสงสัยกับการที่น้ำหนักขึ้นง่ายๆ ก็ลองดูพ่อแม่พี่น้องและญาติข้างพ่อข้างแม่ว่า ถ้ามีรูปร่างอ้วนท้วมสมบรูณ์กันทุกคน เป็นอันทำความเข้าใจกับตัวเองได้เลยว่า ต่อให้ลดน้ำหนักอย่างเคร่งครัดเพียงใด ก็คงไม่มีทางที่จะมีรูปร่างผอมเพรียวบางเหมือยครอบครัวอื่น แต่จะได้หุ่นที่พอเหมาะสมควรที่ไม่เท่านางแบบเท่านั้นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. &lt;b&gt;อ้วนตามอายุ&lt;/b&gt; เป็นเรื่องธรรมชาติที่ผู้หญิงอายุระหว่าง 20-55 ปี จะมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น 9-13 กิโลกรัม เมื่อคนเราอายุมากขึ้น ปริมาณกล้ามเนื้อที่มีอยู่จะน้อยลง กิจกรรมที่ต้องใช้เรี่ยวแรงก็พลอยน้อยลงไปด้วย ทำให้ร่างกายต้องการพลังงานน้อยลง ปรากฏการณ์นี้มักจะเริ่มตั้งแต่อายุ 35 ปีขึ้นไป ดังนั้นคนในกลุ่มอายุนี้ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชายจึงมีแนวโน้มที่น้ำหนักตัวจะเพิ่มขึ้นได้ง่ายดาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. &lt;b&gt;โรคอื่น&lt;/b&gt; มีโรคบางอย่างที่ทำให้เกิดความอ้วนได้ เช่น โรคขาดฮอร์โมนบางชนิด หรือโรคของการเผาผลาญอาหารบางอย่าง โรคไทรอยด์เป็นพิษ ถ้าร่างกายผลิตพลังงานช้า ดังนั้นแม้ว่าคุณจะกินเพียงเล็กน้อยก็ทำให้น้ำหนักตัวขึ้นได้ง่าย เป็นต้น นอกจากนี้ บางครั้งยาบางตัวที่ใช้ในการรักษาโรคอาจมีส่วนช่วยให้คุณอ้วนได้ง่ายเช่นกัน อย่างไรก็ตามผู้ที่เป็นโรคอ้วนเกิดจากสาเหตุนี้น้อยกว่า 5%&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4. &lt;b&gt;กิจวัตรประจำวัน&lt;/b&gt; สิ่งที่ทำซ้ำๆ อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน โดยไม่คิดจะเปลี่ยนเลย อย่างกินของหวานทุกครั้งหลังมื้อกลางวัน นั่งนอนดูโทรทัศน์และมีของขบเคี้ยวอยู่ข้างกายเสมอ เดินทางมาถึงที่ทำงานก็รากงอกอยู่ที่โต๊ะพลังงานที่คุณได้รับจากอาหารไม่เคยถูกนำมาใช้เลย แล้วอย่างนี้ความอ้วนจะไปไหนเสียล่ะ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3396795082057573419-5309657935401849921?l=healthdudee.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthdudee.blogspot.com/feeds/5309657935401849921/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthdudee.blogspot.com/2008/12/blog-post_5442.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3396795082057573419/posts/default/5309657935401849921'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3396795082057573419/posts/default/5309657935401849921'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthdudee.blogspot.com/2008/12/blog-post_5442.html' title='สาเหตุอื่นๆที่ทำให้อ้วน'/><author><name>stayaway</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05352807579860655396</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_uXW3x-Ycjg8/SVoD4PEctyI/AAAAAAAAAA0/7MTR82ElZeg/S220/2486.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3396795082057573419.post-6289543645602881812</id><published>2008-12-30T22:19:00.000-08:00</published><updated>2008-12-30T23:15:48.642-08:00</updated><title type='text'>ความอ้วนมาจากไหน</title><content type='html'>&lt;span style="margin-left:30px"&gt;ใน&lt;/span&gt;แต่ละวันเคยสังเกตบ้างหรือไม่ว่าคุณกินอะไรเข้าไป เช่น ของทอดๆ มันๆ ขนมขบเคี้ยว ของหวานหลังอาหาร ชา กาแฟ น้ำอัดลม อาหารเหล่านี้เป็นของโปรดปรานประจำวันของคุณหรือเปล่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="margin-left:30px"&gt;กิน&lt;/span&gt;เข้าไปกี่มื้อหรือกินบ่อยแค่ไหน แล้วออกกำลังกายกันบ้างหรือไม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="margin-left:30px"&gt;สิ่ง&lt;/span&gt;เหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดไขมันสะสมในร่างกายคุณอย่างไม่มีท่าทีว่าจะลดลงได้เลย หากเกินความจำเป็นของร่างกายและไม่ได้ใช้พลังงานมากกว่าที่กินเข้าไป จะทำให้เกิดโรคอ้วนขึ้นมาได้ง่ายๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b style="font-size:16px; color:#003399"&gt;&lt;u&gt;นิสัยอ้วนๆ&lt;/u&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="margin-left:30px"&gt;ทั้ง&lt;/span&gt;ที่รู้ๆ กันอยู่ว่าถ้ากินมากและขี้เกียจออกกำลังกาย ก็จะกลายเป็นคนอ้วนในที่สุด แต่คนที่คิดจะลดน้ำหนักก็ไม่ยักกะลงมือปฎิบัติอย่างจริงจังสักที เพราะยังคงสนุกกับการกิน เห็นอะไรก็อร่อยไปหมดทุกอย่าง สุดท้ายคุณก็กลายเป็นนักกินแห่งประเทศ(อ้วนๆ)ไปเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b style="font-size:16px; color:#003399"&gt;&lt;u&gt;มาดูกันว่า มีสาเหตุใดบ้างที่คุณเชื้อเชิญความอ้วนเข้ามาโดยไม่รู้ตัว&lt;/u&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. กินหนักในมื้อเย็น ถ้ามื้อเย็นของคุณเป็นมื้อใหญ่กว่ามื้ออื่นอยู่บ่อยๆ หนำซ้ำยังมีของว่างแก้หิวตอนดึกปิดท้าย รู้ไว้เลยว่าไขมันจะสะสมพอกพูนในตัวมากขึ้นๆ จนยากแก่การสะสางออกไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. กินหมดทุกอย่างที่ขวางหน้า เป็นคนกินง่าย กินได้ทุกที่ ไม่มีของกินอะไรในโลกที่คุณจะปฏิเสธ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. นั่งนานไปหน่อย พวกที่ต้องนั่งทำงานอยู่กับโต๊ะตลอดเวลา และความเกียจคร้านเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ไม่ยอมลุกเดินไปไหน คุณก็จะกลายเป็นคนอืดอาด และพุงน้อยๆ จะค่อยๆ ขยายขนาดจนลุกลามไปยังส่วนอื่นของร่างกายต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4. แวดล้อมด้วยนักกิน เช่น ในที่ทำงานรอบตัวมีแต่พวกช่างกินช่างซื้อขนมมาตั้งทิ้งเอาไว้ ซึ่งมันช่างล่อตาล่อใจคุณเหลือเกิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5. กินเร็ว สำรวจว่ากินเร็วจนติดเป็นนิสัยหรือไม่เพราะยิ่งกินเร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งกินเยอะขึ้นเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;6. กินแต่ของมัน หมูสามชั้นเนี่ยสุดโปรด ยังไม่รวมหนังไก่ หนังหมู และอีกสารพัดความมัน นอกจากจะทำให้ไขมันสะสมจนเกินขีดแล้ว ยังมีแววเป็นโรคอื่นๆ ได้อีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;7. อาหารฟาสต์ฟู้ด ถ้าเลือกแต่ร้านอาหารประเภทนี้ทุกครั้งที่ไปกินข้าวนอกบ้าน โปรดจงรู้ไว้ว่าคุณจะไม่มีวันผอมได้แน่ๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b style="font-size:16px; color:#003399"&gt;&lt;u&gt;ไม่ออกกำลังกาย&lt;/u&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="margin-left:30px"&gt;นอก&lt;/span&gt;จากเรื่องกินๆๆแล้ว ความอ้วนยังมาจากการขาดการออกกำลังกายอีกด้วย โดยเฉพาะเมื่ออายุมากขึ้นแต่ออกกำลังกายน้อยลง คุณหนีไม่พ้นเจ้าความอ้วนแน่นอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="margin-left:30px"&gt;&lt;b&gt;คุณยังใช้ข้ออ้างต่อไปนี้ ที่จะไม่ออกกำลังกายอยู่อีกหรือเปล่า&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- ไม่มีเวลา เป็นคำสุดฮิตที่ใช้กันมาตลอดทุกยุคทุกสมัย แค่ใช้เวลาเพียง 10-20 นาที จาก 1,440 นาที ของเวลาหนึ่งวัน แค่นี้... คุณจะทำไม่ได้เชียวหรือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- อุปกรณ์ไม่พร้อม การออกกำลังกายมีตั้งหลายวิธีที่ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ ขอเพียงคุณจริงจังสักนิด สุขภาพที่ดีและหุ่นงามคงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแน่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- เอาไว้พรุ่งนี้ การผัดวันประกันพรุ่งจะยิ่งทำให้ความอืดอาด ขาดความกระฉับกระเฉงมีมากขึ้น ยิ่งขี้เกียจก็ยิ่งต้องรีบกำจัดมันออกไปเสีย ด้วยการไปออกกำลังกายวันนี้เลยเป็นดีที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- ปวดหลัง ปวดขา ปวด... ไม่ว่าคุณจะปวดส่วนไหนของร่างกาย ก็ต้องออกกำลังกายอยู่ดี เพราะว่ามีวิธีเลี่ยงไม่ให้กระทบส่วนที่คุณปวดได้ ลองปรึกษากับหมอว่าเหมาะกับการออกกำลังกายประเภทไหน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- อ้วนเกินไป ยิ่งเป็นเรื่องสำคัญที่คุณควรจะทำควบคู่ไป คุณคงไม่อยากให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ใช่ไหม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- แก่เกินไป ไม่มีคำว่าแก่เกินไปสำหรับการออกกำลังกาย หากยังต้องการร่างกายที่แข็งแรง สมส่วน สมวัย ยังมีวิธีที่ไม่ต้องใช้แรงมาก และเหมาะสำหรับผู้สูงวัยอีกหลายวิธี&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3396795082057573419-6289543645602881812?l=healthdudee.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthdudee.blogspot.com/feeds/6289543645602881812/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthdudee.blogspot.com/2008/12/blog-post_30.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3396795082057573419/posts/default/6289543645602881812'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3396795082057573419/posts/default/6289543645602881812'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthdudee.blogspot.com/2008/12/blog-post_30.html' title='ความอ้วนมาจากไหน'/><author><name>stayaway</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05352807579860655396</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_uXW3x-Ycjg8/SVoD4PEctyI/AAAAAAAAAA0/7MTR82ElZeg/S220/2486.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3396795082057573419.post-8460460035290445855</id><published>2008-12-30T00:47:00.000-08:00</published><updated>2008-12-30T22:39:10.773-08:00</updated><title type='text'>สามตัวร้ายทำลายหุ่นสวย ตอนที่ 2</title><content type='html'>มาต่อจากคราวที่แล้วนะครับ คราวที่แล้วเราพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับไขมันไปแล้ว วันนี้ผมจะมาพูดถึงเจ้าตัวร้ายอีก 2 ตัวที่เหลือกัน คือ โคเลสเตอรอลและเซลลูไลท์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b style="font-size:16px; color:#003399"&gt;&lt;u&gt;โคเลสเตอรอล (Cholesterol)&lt;/u&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="margin-left:30px;"&gt;ก็&lt;/span&gt;เป็นไขมันชนิดหนึ่งที่ร่างกายสามารถสังเคราะห์ขึ้นได้เอง บริเวณตับ และได้รับจากสารอาหารที่รับประทานเข้าไป โคเลสเตอรอลจึงมีบทบาทสำคัญต่อร่างกาย เช่น เป็นส่วนประกอบของเซลล์ประสาทและสมอง ช่วยสร้างฮอร์โมนเพศหญิงและเพศชาย สร้างน้ำดีในระบบทางเดินอาหารเพื่อช่วยการย่อยอาหารประเภทไขมัน ช่วยเปลี่ยนพลังงานแสงแดดให้เป็นวิตามินดีได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="margin-left:30px;"&gt;แต่หากบริโภคไขมันอิ่มตัวมากเกินไป&lt;/span&gt; เจ้าไขมันชนิดนี้ก็จะไปกระตุ้นให้ตับสร้างโคเลสเตอรอลชนิด LDL ซึ่งเป็นโทษต่อร่างกาย ถ้ายิ่งมีมาก ร่างกายขับทิ้งไม่ไหว ก็จะไปตกค้างอยู่ตามผนังหลอดเลือด ทำให้ระบบหัวใจและการไหลเวียนเลือดเสื่อนโทรมเป็นผลให้เกิดความเสี่ยงต่อการเป็นอัมพาตจากโรคเส้นเลือดหัวใจ ทั้งลดสมรรถนะการบำบัดโรคของร่างกาย และอาจจะเสียชีวิตก่อนวัยอันควรอีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="margin-left:30px;"&gt;นอกจากนี้&lt;/span&gt;ยังมีรายงานอีกว่า คนที่มีระดับโคเลสเตอรอลสูงมาก จะเสี่ยงต่อการเป็นโรคอัลไซเมอร์ หรือโรคความจำเสื่อมได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="margin-left:30px;"&gt;โคเลสเตอรอลนั้นจะมีมากในไขมันสัตว์&lt;/span&gt; จึงควรระวังไม่ให้ระดับโคเลสเตอรอลในเลือดสูงเกิน 200 มก./ดล. &lt;b&gt;ใครที่ชื่นชอบกินไข่นกกระทา ไข่แดงของไข่ไก่หรือไข่เป็ด ปลาหมึกใหญ่ หรือ สมองสัตว์&lt;/b&gt; ควรที่จะระวังให้ดีเพราะอาหารเหล่านี้มีปริมาณของโคเลสเตอรอลสูงมากต่อปริมาณอาหาร 100 กรัม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="margin-left:30px;"&gt;&lt;b&gt;รู้ผลของโคเลสเตอรอลกันแล้ว...รีบมาปรับเปลี่ยนพฟติกรรมการกินของตัวเองให้ห่างไกลจากโรคกันดีกว่านะครับ&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b style="font-size:16px; color:#003399"&gt;&lt;u&gt;เซลลูไลท์&lt;/u&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="margin-left:30px;"&gt;คือไขมันชนิดหนึ่ง&lt;/span&gt; จากการสำรวจพบว่าผู้หญิงกว่า 95% มีปัญหาเกี่ยวกับเซลลูไลท์ ไม่ว่าจะผอมหรืออ้วนก็มีปัญหากันทั้งนั้น เพราะการเกิดเซลลูไลท์สัมพันธ์กับฮอร์โมนเพศหญิงโดยเฉพาะ ซึ่งเพศชายไม่ว่าจะอ้วนหรือผอมก็ตาม จึงไม่ค่อยมีปัญหากับเจ้าตัวนี้เท่าใดนัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="margin-left:30px;"&gt;เซลลูไลท์&lt;/span&gt;จะเรียงกันอยู่ในเนื้อเยื่อที่คล้ายกับตาข่าย และดีเอ็นเอจะเป็นตัวกำหนดว่าระยะห่างระหว่างช่องของตาข่ายเหล่านี้จะกว้างแค่ไหน ถ้าช่องยิ่งกว้างก็ยิ่งทำให้เซลลูไลท์รวมตัวกันมากขึ้นเท่านั้น และโครงสร้างตาข่ายนี้เองจะเป็นตัวทำให้ผิวหนังเกิดเป็นรอยขรุขระคล้ายเปลือกส้ม ซึ่งเกิดขึ้นบริเวณผิวหนังตามร่างกายโดยพบมากบริเวณท้อง ต้นขา หัวเข่า และสะโพกในปริมาณ 5-20% ของน้ำหนักตัว เพราะเซลล์ไขมันในชั้นใต้ผิวหนังมีการสะสมไขมันมากจนเกินไป ทำให้เซลล์ไขมันขยายใหญ่ขึ้น คนผอมอาจจะมีเจ้าตัวนี้น้อยกว่าเพราะไขมันน้อยกว่า แต่บางครั้งการลดน้ำหนักมากๆ ก็อาจทำให้เห็นรอยเปลือกส้มบนผิวหนังชัดขึ้นได้เหมือนกัน การออกกำลังกายเท่านั้นที่จะขจัดตัวการนี้ให้พ้นไปได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="margin-left:30px;"&gt;ดังนั้น&lt;/span&gt;ไม่ว่าตัวคุณจะอ้วนหรือผอมก็มีเซลลูไลท์ได้ หากไม่ออกกำลังกายและโครงสร้างตาข่ายของผิวเอื้อให้เกิดเซลลูไลท์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="margin-left:30px;"&gt;การเกิดเซลลูไลท์&lt;/span&gt;ยังมีผลสือเนื่องมาจากปัจจัยต่างๆ เช่น การกินอาหารที่มีไขมันมากเกินไป ขาดการออกกำลังกาย สูบบุหรี่ ความเครียด เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้คอลลาเจนและอีลาสตินทำงานผิดปกติ ผิวหนังจึงอ่อนล้าขาดความยืดหยุ่น ขณะที่เซลล์ไขมันเกิดการขยายตัว ทำให้ผิวมีลักษณะเป็นคลื่นได้&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3396795082057573419-8460460035290445855?l=healthdudee.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthdudee.blogspot.com/feeds/8460460035290445855/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthdudee.blogspot.com/2008/12/2.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3396795082057573419/posts/default/8460460035290445855'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3396795082057573419/posts/default/8460460035290445855'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthdudee.blogspot.com/2008/12/2.html' title='สามตัวร้ายทำลายหุ่นสวย ตอนที่ 2'/><author><name>stayaway</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05352807579860655396</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_uXW3x-Ycjg8/SVoD4PEctyI/AAAAAAAAAA0/7MTR82ElZeg/S220/2486.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3396795082057573419.post-290448709995122093</id><published>2008-12-29T12:33:00.000-08:00</published><updated>2008-12-29T13:58:49.814-08:00</updated><title type='text'>สามตัวร้ายทำลายหุ่นสวย ตอนที่ 1</title><content type='html'>บทความนี้ จะออกแนวพูดไปในทางเกี่ยวกับท่านสุภาพสตรีทั้งหลายนะครับ (แต่คุณผู้ชายทั้งหลายก็อ่านไว้เป็นความรู้ได้นะครับ ได้เหมือนกัน)พูดถึงตัวร้ายนี่ ไม่ได้หมายถึงคนที่ไหนนะครับ แต่หมายถึง ไขมัน โคเลสเตอรอล และเซลลูไลท์ 3 ทหารเสือตัวแสบ ที่จ้องจะทำลายหุ่นเพรียวๆของคุณสุภาพสตรีทั้งหลาย แต่น้อยคนที่จะรู้ว่า 3 ทหารเสือตัวแสบนี้เป็นอย่างไร แล้วจะทำลายหุ่นของท่านสุภาพสตรีทั้งหลายอย่างไร วันนี้ผมจะนำข้อมูลมาเขียนบอกให้ท่านทั้งหลายได้ทราบกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b style="font-size:16px; color:#003399"&gt;&lt;u&gt;ไขมัน&lt;/u&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="margin-left:30px;"&gt;ไขมัน&lt;/span&gt;เป็นส่วนหนึ่งที่ก่อให้เกิดความอ้วนขึ้นมา เนื่องจากเมื่อมีการสะสมไขมันไว้มากเกินกว่าความจำเป็นของร่างกาย จะทำให้เกิดโรคอ้วนขึ้นมาเกินพิกัด แต่อย่าเหมาว่าไขมันเป็นตัวร้ายที่ควรกำจัดทิ้งอย่างเด็ดขาด เพราะไขมันเป็นตัวหล่อลื่นและช่วยไม่ให้อวัยวะภายในกระแทกกัน โดยเฉพาะบริเวณข้อต่อหากร่างกายของคุณขาดไขมันแล้ว อวัยวะต่างๆ ในร่างกายอาจกระทบกระแทกให้เกิดความเจ็บป่วยได้อย่างแน่นอน นอกจากนี้ไขมันยังช่วยป้องกันไม่ให้ร่าง&lt;br /&gt;กายต้องสูญเสียความร้อน จึงทำหน้าที่เหมือนเสื้อกันหนาวให้ไออุ่นร่างกาย คนอ้วนก็เลยไม่ค่อยเป็นคนขี้หนาวเหมือนคนผอม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="margin-left:30px;"&gt;ในไขมัน&lt;/span&gt;มีกรดไขมันบางตัวที่มีประโยชน์ต่อทุกระบบในร่างกายคนเรา ซึ่งจะขาดไม่ได้และยังช่วยให้ผมและผิวหนังมีสุขภาพดี ไม่แห้งกร้าน และชุ่มชื่ออยู่เสมอ อีกทั้งยังทำหน้าที่ช่วยให้ร่างกายดูดซึมวิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอี และวิตามินเค ได้เป็นอย่างดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="margin-left:30px;"&gt;&lt;b&gt;น.พ. แอนดรู ไวล์&lt;/b&gt;&lt;/span&gt; แพทย์ทางเลือกชื่อดังของโลก ผู้เขียนหนังสือพลังบำบัด ร่างกายเรารักษาตนเองได้ อธิบายไว้ว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="margin-left:30px;"&gt;ไขมัน&lt;/span&gt;นั้นเป็นส่วนผสมระหว่างกรดไขมัน ซึ่งเป็นห่วงโซ่ของอะตอมคาร์บอนพ่วงด้วยอะตอมไฮโดรเจน และกลุ่มเคมีที่เป็นกรดอยู่ที่ปลายอีกข้างหนึ่ง คุณสามารถแบ่งไขมันออกเป็นประเภทต่างๆ ได้ตามความยาวของห่วงโซ่และตามพันธะทางเคมี ได้แก่ กรดไขมันอิ่มตัว และกรดไขมันไม่อิ่มตัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="margin-left:30px;"&gt;&lt;b&gt;&lt;u&gt;กรดไขมันอิ่มตัว (Saturated Fatty Acids)&lt;/u&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt; มีอยู่ในไขมันสัตว์ ไขมันพืช 2 ชนิด คือ น้ำมันมะพร้าว และน้ำมันจากปาล์มต่างๆ ซึ่งแหล่งไขมันอิ่มตัวในธรรมชาติ ได้แก่ เนื้อสัตว์ นม ผลิตภัณฑ์จากนม (เนยแข็ง เนย และครีม) นอกจากนี้ยังมีไขมันสังเคราะห์ที่มีกรดไขมันอิ่มตัวอยู่ เช่น มาร์การีน ไขมันขาวจากพืช และอาหารแปรรูปที่มีไขมันไฮโดรเจนผสมอยู่ ซึ่งเป็นไขมันสังเคราะห์ทั้งสิ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="margin-left:30px;"&gt;&lt;b&gt;&lt;u&gt;กรดไขมันไม่อิ่มตัว (Unsaturated Fatty Acids)&lt;/u&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt; แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน ได้แก่ น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันเมล็ดทานตะวัน และน้ำมันดอกคำฝอย อีกกลุ่มหนึ่งคือ ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว ได้แก่ น้ำมันมะกอก น้ำมันคาโนลา น้ำมันถั่วเหลือง และน้ำมันอะโวคาโด เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="margin-left:30px;"&gt;คำ&lt;/span&gt;แนะนำส่วนใหญ่ในกระบวนการลดความอ้วนคือ ให้ลดอาหารที่มีไขมัน และควรเลี่ยงอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว เพราะไขมันชนิดนี้จะกระตุ้นให้ตับสร้าง&lt;b&gt;โคเลสเตอรอลชนิด LDL ซึ่งให้โทษต่อร่างกาย&lt;/b&gt; โดยให้หันมากินไขมันชนิดไม่อิ่มตัวแทน เช่น น้ำมันข้าวโพด น้ำมันจากดอกคำฝอย ฯลฯ ด้วยความเชื่อที่ว่าน้ำมันพืชประเภทนี้จะช่วยลดโคเลสเตอรอลในร่างกาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="margin-left:30px;"&gt;แต่&lt;/span&gt;คุณหมอท่านนี้ก็ยังเห็นว่าไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนก็ไม่ดีต่อสุขภาพเช่นกัน เพราะมีคุณสมบัติทางเคมีที่ไม่คงตัว ทำให้เกิดสารพิษที่ทำลายดีเอ็นเอและเยื่อหุ้มเซลล์ของร่างกาย เนื้อเยื่อเสื่อมโทรม เกิดอาการอักเสบต่างๆ และ&lt;b&gt;ส่งเสริมให้เกิดโรคเร็งได้&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="margin-left:30px;"&gt;เพราะ&lt;/span&gt;ฉะนั้นควรเลือกบริโภคอาหารที่มีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวไว้จะเป็นการดีที่สุด ปลอดภัยจากโรคอย่างสิ้นเชิง ซึ่งในบรรดาไขมันทั้งหลาย &lt;b&gt;น้ำมันมะกอกปลอดภัยที่สุด&lt;/b&gt; เพราะร่างกายจะดูดซึมกรดไขมันที่ชื่อโอเลอิกในน้ำมันมะกอกได้ดีกว่าไขมันชนิดอื่นๆ และยังช่วยลดโคเลสเตอรอลชนิดไม่ดีลงได้ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก็จบลงไปแล้วนะครับสำหรับตัวร้ายตัวแรก &lt;b&gt;ไขมัน&lt;/b&gt; ซึ่งก็มีทั้งคุณและโทษ คราวหน้าผมจะมาต่อกับเจ้าตัวร้านอีก 2 ตัวที่เหลือนะครับ โคเลสเตอรอลและเซลลูไลท์&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3396795082057573419-290448709995122093?l=healthdudee.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthdudee.blogspot.com/feeds/290448709995122093/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthdudee.blogspot.com/2008/12/blog-post_1647.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3396795082057573419/posts/default/290448709995122093'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3396795082057573419/posts/default/290448709995122093'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthdudee.blogspot.com/2008/12/blog-post_1647.html' title='สามตัวร้ายทำลายหุ่นสวย ตอนที่ 1'/><author><name>stayaway</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05352807579860655396</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_uXW3x-Ycjg8/SVoD4PEctyI/AAAAAAAAAA0/7MTR82ElZeg/S220/2486.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3396795082057573419.post-4996995122800235624</id><published>2008-12-29T11:05:00.000-08:00</published><updated>2008-12-29T13:30:10.539-08:00</updated><title type='text'>ตรวจเช็คความอ้วนด้วยตัวเอง</title><content type='html'>ถ้าหากพูดถึงเรื่องของความอ้วน หลายๆคนก็คงน่าจะเคยมีปัญหาเรื่องนี้กัน เพื่อนๆคงจะไม่ชอบใช่ไหม ที่เวลาไปไหนมาไหนก็มักจะมีคงมาทักว่าอ้วนๆ บางไอ้เราก็ไม่ได้อ้วนขึ้นหรอกนะ แต่ว่าก็ยังจะมีคนทักว่าอ้วนขึ้น (โดนมากับตัวเอง T-T) เอาละมาเข้าเรื่องกันก่อนเลยดีกว่า วันนี้ผมมีตารางเช็คว่าน้ำหนักเราอยู่ในเกณฑ์ที่เรียกว่าอ้วนหรือไม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;table align="center" cellpadding="5" cellspacing="0" border="1"&gt;&lt;tr align="center"&gt;&lt;td colspan="2" bgcolor="#33CCFF"&gt;&lt;b&gt;ชาย&lt;/b&gt;&lt;/td&gt;&lt;td colspan="2" bgcolor="#FFCCCC"&gt;&lt;b&gt;หญิง&lt;/b&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr align="center"&gt;&lt;td&gt;ส่วนสูง (ซม.)&lt;/td&gt;&lt;td bgcolor="#EFEFEF"&gt;น้ำหนัก (กก.)&lt;/td&gt;&lt;td&gt;ส่วนสูง (ซม.)&lt;/td&gt;&lt;td bgcolor="#EFEFEF"&gt;น้ำหนัก (กก.)&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr align="center"&gt;&lt;td&gt;158&lt;/td&gt;&lt;td bgcolor="#EFEFEF"&gt;51-64&lt;/td&gt;&lt;td&gt;150&lt;/td&gt;&lt;td bgcolor="#EFEFEF"&gt;44-55&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr align="center"&gt;&lt;td&gt;160&lt;/td&gt;&lt;td bgcolor="#EFEFEF"&gt;52-66&lt;/td&gt;&lt;td&gt;153&lt;/td&gt;&lt;td bgcolor="#EFEFEF"&gt;45-57&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr align="center"&gt;&lt;td&gt;163&lt;/td&gt;&lt;td bgcolor="#EFEFEF"&gt;54-68&lt;/td&gt;&lt;td&gt;155&lt;/td&gt;&lt;td bgcolor="#EFEFEF"&gt;47-59&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr align="center"&gt;&lt;td&gt;165&lt;/td&gt;&lt;td bgcolor="#EFEFEF"&gt;55-70&lt;/td&gt;&lt;td&gt;158&lt;/td&gt;&lt;td bgcolor="#EFEFEF"&gt;48-61&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr align="center"&gt;&lt;td&gt;168&lt;/td&gt;&lt;td bgcolor="#EFEFEF"&gt;57-71&lt;/td&gt;&lt;td&gt;160&lt;/td&gt;&lt;td bgcolor="#EFEFEF"&gt;49-63&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr align="center"&gt;&lt;td&gt;170&lt;/td&gt;&lt;td bgcolor="#EFEFEF"&gt;59-73&lt;/td&gt;&lt;td&gt;163&lt;/td&gt;&lt;td bgcolor="#EFEFEF"&gt;50-64&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr align="center"&gt;&lt;td&gt;173&lt;/td&gt;&lt;td bgcolor="#EFEFEF"&gt;61-75&lt;/td&gt;&lt;td&gt;165&lt;/td&gt;&lt;td bgcolor="#EFEFEF"&gt;52-66&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr align="center"&gt;&lt;td&gt;175&lt;/td&gt;&lt;td bgcolor="#EFEFEF"&gt;63-77&lt;/td&gt;&lt;td&gt;168&lt;/td&gt;&lt;td bgcolor="#EFEFEF"&gt;53-67&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr align="center"&gt;&lt;td&gt;178&lt;/td&gt;&lt;td bgcolor="#EFEFEF"&gt;64-79&lt;/td&gt;&lt;td&gt;170&lt;/td&gt;&lt;td bgcolor="#EFEFEF"&gt;55-70&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr align="center"&gt;&lt;td&gt;180&lt;/td&gt;&lt;td bgcolor="#EFEFEF"&gt;66-81&lt;/td&gt;&lt;td&gt;173&lt;/td&gt;&lt;td bgcolor="#EFEFEF"&gt;57-73&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr align="center"&gt;&lt;td&gt;183&lt;/td&gt;&lt;td bgcolor="#EFEFEF"&gt;68-84&lt;/td&gt;&lt;td&gt;175&lt;/td&gt;&lt;td bgcolor="#EFEFEF"&gt;59-75&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr align="center"&gt;&lt;td&gt;185&lt;/td&gt;&lt;td bgcolor="#EFEFEF"&gt;70-86&lt;/td&gt;&lt;td&gt;178&lt;/td&gt;&lt;td bgcolor="#EFEFEF"&gt;61-77&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr align="center"&gt;&lt;td&gt;188&lt;/td&gt;&lt;td bgcolor="#EFEFEF"&gt;72-88&lt;/td&gt;&lt;td&gt;180&lt;/td&gt;&lt;td bgcolor="#EFEFEF"&gt;63-79&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr align="center"&gt;&lt;td&gt;190&lt;/td&gt;&lt;td bgcolor="#EFEFEF"&gt;74-91&lt;/td&gt;&lt;td&gt;182&lt;/td&gt;&lt;td bgcolor="#EFEFEF"&gt;65-81&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/table&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะเห็นว่า ในแต่ละช่วงของความสูงจะมีช่วงน้ำหนักตัวอยู่ (ถึงบางที่จะดูมากไปหน่อย แต่ไม่เรียกว่าอ้วน เรียกว่าอวบ แหะๆ) นอกจากตารางนี้แล้ว ยังมีสูตรคำนวณอยู่สูตรนึง ที่เรียกว่า &lt;b&gt;Body Mass Index&lt;/b&gt; หรือ &lt;b&gt;BMI&lt;/b&gt; ซึ่งเป็นดัชนีวัดขนาดหรือความหนาแน่นของร่างกาย โดยมีวิธีการคำนวณดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;BMI = น้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม / (ความสูงเป็นเมตร * ความสูงเป็นเมตร)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;table align="center" cellpadding="5" cellspacing="0" border="1"&gt;&lt;tr&gt;&lt;td colspan="2"&gt;&lt;b&gt;ตารางค่า BMI&lt;/b&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td bgcolor="#E8F3FF"&gt;&lt;b&gt;โรคผอม&lt;/b&gt;&lt;/td&gt;&lt;td bgcolor="#E8F3FF"&gt;&lt;b&gt;ค่า BMI น้อยกว่า 15.0&lt;/b&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td&gt;น้ำหนักน้อย&lt;/td&gt;&lt;td&gt;ค่า BMI 15.0 ~ 18.9&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td&gt;น้ำหนักปกติ&lt;/td&gt;&lt;td&gt;ค่า BMI 19.0 ~ 24.9&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td&gt;น้ำหนักมาก&lt;/td&gt;&lt;td&gt;ค่า BMI 25.0 ~ 29.9&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td bgcolor="#FFE6DF"&gt;&lt;b&gt;โรคอ้วน&lt;/b&gt;&lt;/td&gt;&lt;td bgcolor="#FFE6DF"&gt;&lt;b&gt;ค่า BMI มากกว่า 30.0&lt;/b&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/table&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตัวอย่าง เช่น คุณสูง 165 น้ำหนัก 56 (เนื่องจากสูตรใช้ ส่วนสูตรเป็นเมตร ถ้าคุณใช้ ส่วนสูงเป็นเซนติเมตร ให้คุณนำ 100 ไปหารกับส่วนสูงก่อน จากตามตัวอย่างคือ 165 ก็จะเป็น 165 / 100 = 1.65 หรือ ก็คือส่วนสูง 1.65 เมตร นั่นเอง) นำข้อมูลส่วนสูงและน้ำหนักตัวของคุณไปคำนวณตามสูตร ก็จะได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;56 / (1.65 * 1.65) = 20.57&lt;br /&gt;เพราะฉนั้นค่า BMI ของคุณก็คือ 20.57 และเมื่อนำไปเทียบกับตารางข้างบนแล้ว จะเห็นได้ว่าน้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์ปกติ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3396795082057573419-4996995122800235624?l=healthdudee.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthdudee.blogspot.com/feeds/4996995122800235624/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthdudee.blogspot.com/2008/12/blog-post_5124.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3396795082057573419/posts/default/4996995122800235624'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3396795082057573419/posts/default/4996995122800235624'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthdudee.blogspot.com/2008/12/blog-post_5124.html' title='ตรวจเช็คความอ้วนด้วยตัวเอง'/><author><name>stayaway</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05352807579860655396</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_uXW3x-Ycjg8/SVoD4PEctyI/AAAAAAAAAA0/7MTR82ElZeg/S220/2486.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3396795082057573419.post-5000341800600060961</id><published>2008-12-29T10:56:00.000-08:00</published><updated>2008-12-29T10:59:16.048-08:00</updated><title type='text'>เกริ่นนำ</title><content type='html'>สวัสดีครับเพื่อนๆ บล็อคนี้ผมจะมาเขียนเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพหลายๆอยาก เท่าที่ผมพอจะทราบนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอาหารการกิน การออกกำลังกาย การดูแลสุขภาพ หรือ การลดน้ำหนัก หวังว่าบทความที่ผมจะพยายามหาข้อมูลมาเขียน จะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ไม่มากก็น้อยนะครับ ^^&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3396795082057573419-5000341800600060961?l=healthdudee.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthdudee.blogspot.com/feeds/5000341800600060961/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthdudee.blogspot.com/2008/12/blog-post_29.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3396795082057573419/posts/default/5000341800600060961'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3396795082057573419/posts/default/5000341800600060961'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthdudee.blogspot.com/2008/12/blog-post_29.html' title='เกริ่นนำ'/><author><name>stayaway</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05352807579860655396</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_uXW3x-Ycjg8/SVoD4PEctyI/AAAAAAAAAA0/7MTR82ElZeg/S220/2486.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry></feed>
